ข้อมูลท่องเที่ยว ทิเบต

Tibetan-People-Flag-3-icon ทิเบต

Tibetan Monastery

ประวัติศาสตร์ทิเบต

ทิเบตเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานประเทศหนึ่งในโลก มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นมาของชาวทิเบตน้อยมาก เดิมชาวทิเบตมีชื่อเรียกกันว่า ทาโบ(Tabo) เป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังชีพด้วยการล่าสัตว์และเป็นนักรบที่เก่งกาจ ชาวจีนเรียกชาวทิเบตว่า เจี๊ยง หรือ ซีเจี๊ยง ในยุคแรกประเทศทิเบตมีการปกครองโดยกษัตริย์ ราชวงศ์ยาร์ลุง (Yarlung) มีอำนาจปกครองอยู่ในทิเบตตอนกลาง จรดตอนเหนือของอินเดียและปากีสถาน การปกครองในประเทศทิเบตแบ่งแยกการปกครองออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายอาณาจักร และฝ่ายศาสนจักร โดยมีกษัตริย์เป็นผู้นำและเป็นประมุขของประเทศ ในขณะที่มีพระสงฆ์หรือลามะเป็นผู้นำฝ่ายศาสนา ทิเบตเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย จึงทำให้หลายประเทศหมายปอง และเกิดการรุกราน ฆ่าฟันและนองเลือด กันหลายครั้งหลายคราว เมื่อถึงปี ค.ศ.842 อิทธิพลและอำนาจของทิเบตเริ่มเสื่อมถอยลง ในขณะที่พุทธศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทและมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวทิเบตมากขึ้น

ก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในทิเบตนั้น จีนกับมองโกลยกกำลังมารุกรานและผลัดเปลี่ยนกันครอบครองทิเบตหลายครั้ง แม้แต่รัสเซียและอังกฤษเองก็เคยพยายามที่จะยึดครองทิเบตด้วย ในปี ค.ศ.907 จีนได้ยึดเอาดินแดนที่เคยเสียให้ทิเบตกลับคืนมาจนหมด ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับทิเบตยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดมา จนกระทั่งจักรพรรดิเจงกิสข่านแห่งมองโกเลียยกทัพมารุกรานจีนและทิเบตเมื่อชานมองโกเลียได้เห็นวิถีชีวิตของชาวทิเบตที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด

ก็เกิดความศรัทธา ชาวมองโกลจึงรับศาสนาพุทธตามแนวทางของทิเบตเป็นศาสนาประจำอาณาจักรมองโกลแห่งเอเชียตะวันออก อีก100 ปีต่อมาเมื่ออาณาจักรมองโกลเสื่อมอิทธิพลและล่มสลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสองก็ยุติลง

Potala Palace in Lhasa

กษัตริย์องค์แรกของทิเบตคือ พระเจ้านัมรีลอนซาน (Nam Ri Slon Shan) ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ทิเบต ดาไลลามะ อันเป็นตำแหน่งผู้นำประเทศทิเบตในปัจจุบันไม่มีบทบาททางการเมืองเท่าไหร่นัก เพราะว่ามีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกิจการบ้านเมือง (อาณาจักร) กับฝ่ายศาสนจักรที่ชัดเจน แต่เนื่องจากว่าประเทศเพื่อนบ้านของทิเบตต้องการที่ลดอำนาจทางทหารของทิเบตลง จึงได้มีการพยายามส่งเสริมให้ฝ่ายลามะมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น

ในศตวรรษที่ 15 ฝ่ายสงฆ์มีอำนาจมากในทิเบต ลามะเริ่มมีอิทธิพลในการปกครองเหนือกษัตริย์ เพราะชาวทิเบตเชื่อกันว่า ลามะคือผู้มีบุญญาธิการกลับชาติมาเกิด ต่อมาลามะองค์ที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าคณะสงฆ์ ได้รับการยกย่องสถาปนาให้เป็นดาไลลามะ (ดาไล แปลว่า มหาสมุทรเมื่อมาประกอบกับคำว่า ลามะ แปลได้ว่า นักปราชญ์ผู้มีความรู้กว้างขวางดั่งมหาสมุทร) และมีอำนาจปกครองมากยิ่งขึ้น
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า “ดาไล” มีการนำมาใช้ครั้งแรกในสมัยที่อัลตันข่าน (Altan Khan) เป็นผู้นำมองโกลในปี ค.ศ.1576 อัลตันข่านแห่งมองโกลได้ถวายสมณศักดิ์สูงสุดให้กับลามะผู้นำฝายศาสนาของทิเบตเป็นท่านดาไล เพื่อเป็นการขอบคุณที่ผู้นำสงฆ์ของชาวทิเบตได้นำเอาพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในมองโกเลีย ชาวทิเบตเรียกผู้นำสาสนาว่า เกียตโซ (Gyatso) ซึ่งมีความหมายเท่ากับ Dalai มีผู้รู้ที่เป็นนักภาษาศาสตร์บางท่านอธิบายว่า คำว่า “Dalai” เป็นภาษาของมองโกเลีย เพราะมีการนำมาใช้ครั้งแรกที่มองโกเลียนั้นเอง

Tibetan
ในปี ค.ศ.1642 กุศรีข่าน (Gu Sri Khan) เป็นผู้นำมองโกเลีย ได้ยึดอำนาจการปกครองจากกษัตริย์ทิเบต แล้วสถาปนาดาไลลามะองค์ที่ 4 ผู้นำฝ่ายศาสนาในขณะนั้นเป็นผู้นำฝ่ายอาณาจักรด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดาไลลามะผู้นำศาสนจักรของทิเบตจึงมีอำนาจทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นทั้งผู้นำอาณาจักรและเป็นทั้งผู้นำทางศาสนจักร ซึ่งนับว่าเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงมากสำหรับชาวทิเบตเนื่องจากว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำประชาชนในการทำมาหากิน หรือการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้บ้านเมือง และเมื่อเกิดศึกสงคราม พระสงฆ์จะนำพาประชาชนไปรบได้อย่างไร

การเมืองในทิเบตถูกเพื่อนบ้านแทรกแซงตลอดเวลาเพราะว่าประเทศใกล้ชิดทิเบตต้องการที่จะเห็นฝ่ายพระสงฆ์เป็นใหญ่ในทิเบต เพราะถ้าหากฝ่ายสงฆ์เป็นใหญ่ในแผ่นดินก็หมายความว่าทิเบตจะไม่มีกองทัพ และไม่มีการสะสมกองกำลังทหารในทิเบตอีกต่อไป ทำให้ทิเบตอ่อนแอจนง่ายต่อการยึดครอ

ปีค.ศ.1611 ฝ่ายกษัตริย์ที่สูญเสียอำนาจแกครองประเทศได้ยกกำลังเข้าโจมตีสำนักสงฆ์ 2 แห่งคือ ดรีปุง และเซรา (Drepung and Sera Monasteries) ในเมืองลาซา ดาไลลามะองค์ที่ 4 ต้องหนีออกจากทิเบต และไปสิ้นพระชนมืเพราะถูกวางยาพิษอยู่ในต่างแดน มองโกลยกทัพมาช่วยจัดการให้ทิเบตสงบสุขอีกครั้ง ด้วยการจับกษัตริย์ทิเบตปลงพระชนม์ และดาไลลามะองค์ที่ 5 ได้รับการสถาปนาขึ้นมีอำนาจปกครองทิเบต โดยมีมองโกลเป็นผู้ให้การสนัยสนุนอยู่เบื้องหลัง

ดาไลลามะองค์ที่ 5 เป็นผู้นำความรุ่งเรืองมาสู่ทิเบตและศาสนจักร ท่านปกครองทิเบตจนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.1682 เมื่อดาไลลามะองค์ที่ 6 ได้รับการสถาปนาให้เป็นผู้ปกครองคนใหม่ของทิเบต ดาไลลามะเอาใจออกห่างจากมองโกล หันไปคบค้ากับจีนในสมัยราชวงศ์ชิงของแมนจู จนจีนเริ่มสร้างอิทธิพลในทิเบต และลดความสำคัญของมองโกลจนหมดอำนาจในทิเบตอีกต่อไป ในที่สุดจีนก็จับดาไลลามะองค์ที่ 6 ปลดออกจากตำแหน่งประมุขของประเทศ การหาดาไลลามะองค์ที่ 7 เป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะจีนยื่นมือเข้ามาเป็นผู้แต่งตั้งผู้นำทิเบตคนใหม่เสียเอง โดยจีนอ้างว่าจีนเป็นผู้เข้ามาปลดปล่อยทิเบตให้เป็นอิสระจากมองโกล จักรพรรดิคังซี (Kang Xi) ของจีนได้ประกาศว่าจีนเป็นผู้คุ้มครองทิเบต จึงนับเป็นก้าวแรกของการเปิดทางให้จีนคอมมิวนิสต์ใช้เป็นข้ออ้างในการรุกรานครอบครองทิเบตในเวลาอีก 250ปีต่อมา

Tibetan

พวกแมนจูมีอำนาจในทิเบต ถึงขนาดตั้งกษัตริย์ขึ้นปกครองทิเบตแทนลามะ แต่เมื่อถึงปีค.ศ.1757 การปกครองทิเบตก็กลับมาอยู่ในมือดาไลลามะองค์ที่ 7 ซึ่งปกครองทิเบตให้มีความสงบสุขจนหมดสมัยของท่าน จีนส่งกอนทหารเข้าในทิเบตอีกครั้งเพื่อเป็นก้างขวางคอป้องกันไม่ให้ทหารกูรข่าขากเนปาลรุกเข้ามาถึงทิเบต จีนเข้าแทรกแซงการเมืองในทิเบตมากขึ้น โดยกีดกันและไม่ยอมให้ทิเบตติดต่อคบค้ากับชาวต่างชาติ เพราะจีนเกรงว่าอังกฤษซึ่งมีกองทหารกูรข่าอยู่ในมือจะเข้ามายึดครองทิเบต ทำให้อังกฤษหมดหนทางที่จะเอื้อมมือมาถึงทิเบตได้ ประกอบกับรัสเซียเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นทุกที ทำให้อังกฤษต้องหันไปสนใจและขจัดอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคนี้เสียก่อน ในปีค.ศ.1903 ดาไลลามะของทิเบตแอบหลบไปมองโกเลียกับที่ปรึกษาชาวรัสเซีย เพื่อแสวงหาความคุ้มครองจากมองโกล

ซึ่งให้การรับรองว่าทิเบตมีสิทธิและอิสระในการทำสัญญากับประเทศอื่นๆได้ จีนคัดค้านข้อตกลงระหว่างมองโกเลียกับทิเบตทันที โดยมีอังกฤษก็ได้ให้การสนับสนุนจีนด้วยการลงนามในหนังสือรับรองว่าจีนเป็นผู้ปกครองทิเบต อีกไม่กี่ปีต่อมาเมื่อราชวงศ์ชิงใกล้จะเสื่อมอำนาจลง จีนก็ส่งกองกำลังเข้าย่ำยีทิเบตอีกครั้งทำให้ดาไลลามะต้องหลบหนีไปพึ่งอังกฤษที่กำลังมีอิทธิพลอยู่ในอินเดีย ระหว่างลี้ภัยอยู่ที่นั้นดาไลลามะได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับอังกฤษ เป็นเหตุให้จีนไม่พอใจมาก จึงเพิ่มความกดดันและกดขี่ชาวทิเบตมากขึ้น

ต่อมาเกิดการปฏิวัติในจีน ทำให้จีนต้องถอนกำลังออกจากทิเบต ปีค.ศ.1913 ดาไลลามะองค์ที่ 13 ได้เกิดนทางกลับทิเบตระหว่างที่จีนกำลังยุ่งกับการทำสงครามแย่งชิงอำนาจกันภายในประเทศ ทิเบตได้เป็นอิสระอีกครั้งและมีความสงบสุขภายใต้การปกครองของดาไลลามะองค์ที่ 13 เป็นเวลานานถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าอังกฤษจะพยายามเข้ามาแผ่อิทธิพลและวัฒนธรรมของยุโรปในทิเบตแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะถูกชาวทิเบตต่อต้านไม่ยอมรับวัฒนธรรมจากโลกภายนอก
เมื่อดาไลลามะองค์ที่ 13 สิ้น มีการแต่งตั้งองค์ดาไลลามะองค์ที่ 14 ขึ้นเป็นประมุขปกครองทิเบต ดาไลลามะองค์ที่ 14 ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ ค.ศ.1940 ขณะนั้นดาไลลามะองค์ใหม่ยังเป็นเด็กมากพระชนมายุเพียง 4 พรรษาเท่านั้น อีก 10 ปีต่อมาจีนคอมมิวนิสต์ได้ยกกำลังทหารบุกเข้ายึดครองทิเบต เวลานั้นดาไลลามะองค์ที่ 14 อายุได้ 15 พรรษา อังกฤษกับอินเดียวซึ่งเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้แต่นั่งดูจีนรุกรานทิเบตทั้งยังส่งสัญญาณไปยังองค์การสหประชาชาติว่าไม่ให้เอาเรื่องจีนรุกรานทิเบตเข้าสู่ที่ประชุม เพราะทั้งสองประเทศเกรงว่าจะขัดใจกับจีน

Tibetan

เพื่อไม่ให้ชาวโลกประณามว่าจีนเป็นผู้รุกรานทิเบต จีนจึงได้ออกแถลงการณ์เรื่องทิเบต โดยระบุไว้ในเอกสารที่เรียกว่า “Agreement on Measures for the Peaceful Liberation of Tibet” มีใจความสำคัญว่าจีนเพียงแต่เข้าไปดุแลจัดการให้ทิเบตเกิดความสงบเรียบร้อยภายในประเทศเท่านั้น โดยจีนสัญญาว่าจะยอมให้ทิเบตเป็นประเทศอิสระที่มีการปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ คือมีสิทธิในการปกครองตนเองด้วย และมีจีนปกครองดินแดนทิเบตบางส่วนด้วย ในปีค.ศ.1959 มีข่าวลือว่าจีนวางแผนจะลักพาตัวดาไลลามะทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในทิเบต ดาไลลามะองค์ที่ 14 ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในทิเบตเอาไว้ได้ประกอบกับจีนเข้ามาแทรกแซง สถานการณ์จึงส่อเค้าว่าดาไลลามะกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจลี้ภัยออกนอกประเทศไปอาศัยอยู่ในอินเดีย

หลังจากนั้นจีนได้จัดตั้งรัฐบาลในทิเบต และฉวยโอกาสจัดการบริหารปกครองทิเบตแทนดาไลลามะที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของทิเบตแตกต่างจากจีนมาก ทำให้แผนการปฏิรูปการเกษตรที่จีนนำมาใช้ในทิเบตผิดพลาดล้มเหลวเป็นผลให้ชาวทิเบตต้องเผชิญกับภาวะอดอยาก

ในปีค.ศ.1965 เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ทำให้ในปีต่อมากองทหารเรดการ์ดที่มีอิทธิพลมากในจีนบุกเข้ามาถึงทิเบตและได้ทำลายสถานที่สำคัญทางศาสนา รวมทั้งกวาดล้างจับกุมพระภิกษุกับภิกษุณีและบุคคลสำคัญของทิเบตไปกักขังทำทารุณกรรม กับทั้งพยายามทำลายรากฐานของทิเบตแบบขุดรากถอนโคน ชาวทิเบตจึงรวมกำลังกันต่อสู้แต่ก็สู้ไม่ได้ถูกกองกำลังเรดการ์ดของจีนปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด นับเป็นเคราะห์กรรมอย่างใหญ่หลวงของชาวทิเบตที่ถูกจีนเข่นฆ่าและกระทำอย่างไร้มนุษยธรรม ในขณะที่ชาวโลกต่างปิดหูปิดตากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทิเบตเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของจีน

เมื่อเหมาเจ๋อตุงถึงแก่อสัญกรรมจีนเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผู้นำและนโยบายการบริหารประเทศก็เปลี่ยนไปด้วย การปฏิบัติของจีนต่อทิเบตก็อ่อนลงรัฐบาลของจีนประกาศยอมรับดาไลลามะว่าเป็นผู้นำของทิเบต และเชิญดาไลลามะที่อพยพไปอยู่ต่างต่างประเทศกลับสู่ทิเบต แต่ดาไลลามะองค์ปัจจุบันไม่ยอมกลับทิเบตในทันที ท่านส่งผู้แทนไปดูสถานการณ์ในทิเบต 3 คณะซึ่งได้กลับมารายงานสิ่งที่ได้พบเห็นในทิเบตพร้อมรูปถ่ายศพชาวทิเบตจำนวน 1,200,000 คนที่ถูกฆ่าตายระหว่างที่ทหารจีนอยู่ในทิเบต วัดวาอารามและสำนักภิกษุณีกว่า 6,000 แห่ง ที่ทหารจีนทำลายเสียหายยับเยิน นอกจากนั้นยังมีชาวทิเบตประมาณ 100,000 คนถูกกวาดต้อนเข้าไปทำงานในค่ายกักกัน ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ถูกทำลายเกือบหมด ยิ่งกว่านั้นจีนได้ส่งชาวฮั่นเข้าไปอยู่ในทิเบตจำนวนมากเพื่อกลืนชาติ จนปัจจุบันทิเบตมีจำนวนชาวจีนที่อพยพเข้าไปอยู่ในทิเบตมากกว่าชาวทิเบตเจ้าของประเทศเสียอีก

Tibetan praying flags

   เมื่อดาไลลามะปฏิเสธที่จะกลับทิเบต จีนจึงได้สัญญาว่าจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และดูแลคุณภาพชีวิตของชาวทิเบตให้ดีขึ้น กับทั้งจะให้อิสรภาพและปรับปรุงการเก็บภาษีให้น้อยลงด้วยแต่ดาไลลามะก็ยังคงไม่ยอมกลับไป
ในปีค.ศ.1980 ทิเบตอยู่ภายใต้การปกครองของจีนที่ผ่อนคลายความเข้มงวดลง แม้ว่าชาวทิเบตจะมีอิสระในการนับถือศาสนามากขึ้นกว่าเดิมแต่ข้อจำกัดที่เข้มงวดของจีนยังมีอยู่ พระภิกษุและภิกษุณียังคงตออยู่ภายใต้การสอดส่องจากทางการจีนอย่างใกล้ชิด ยังมีการจับกุมพระสงฆ์และชาวทิเบตที่ทางการจีนไม่ไว้ใจไปขังลืมในคุก จีนได้เลิกล้มความคิดที่จะให้ดาไลลามะองค์ปัจจุบันกลับมาทิเบตอีกต่อไป โดยดาไลลามะได้ตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นอยู่ที่อินเดียละปกครองทิเบตจากนอกประเทศ ในขณะที่จีนตั้งรัฐบาลท้องถิ่นขึ้นบริหารกิจการภายในทิเบตที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา และยังหันไปสนับสนุนให้ชาวฮั่นอพยพเข้ามาทำมาหากินในทิเบตมากขึ้นเรื่อยๆ

Nam-tso Lake
ปัจจุบันผู้นำชาวทิเบตคือ องค์ดาไลลามะองค์ที่ 14 ท่านมีชื่อเดิมว่า ลาโม ดอนดุพ (Lhamo Dhondup) เมื่อกองกำลังจีนบุกยึดทิเบตนั้นท่านดาไลลามะได้หลบหนีลี้ภัยข้ามภูเขาหิมาลัยเข้าไปในอินเดีย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 14 วัน รัฐบาลอินเดียอนุญาตให้ดาไลลามะและชาวทิเบตพลัดถิ่นอาศัยอยู่ในอินเดียได้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติมีการพูดถึงกรณีผู้ลี้ภัยชาวทิเบตน้อยครั้งมากและอินเดียก็ไม่ได้มีการพูดถึงปัญหาผู้อพยพชาวทิเบตเลย
เหตุผลของการที่จีนต้องการเข้ายึดครองทิเบตนั้น เป็นเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์มากกว่าด้านการเมืองเพราะจีนจำเป็นที่จะต้องได้ที่มั่นในทิเบตเอาไว้เพื่อความมั่นคงของจีน ถ้าหากจีนไม่เข้าไปในทิเบตก่อนทิเบตอาจจะขอร้องให้ประเทศอื่นส่งกองกำลังเข้าไปช่วยคุ้มครองก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็อาจกระทบต่อความมั่นคงในประเทศจีนได้

เมื่อทิเบตเปิดประเทศต้อนรับการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่เข้าไปรับรู้และเห็นความเป็นไปของชาวทิเบตต่างเป็นประจักษ์พยานอย่างดีว่าจีนได้ทำอะไรกับชาวทิเบตบ้าง ในขณะเดียวกันดาไลลามะองค์ที่ 14 ผู้นำผลัดถิ่นของทิเบตก็ออกเดินสายแสดงปาฐกถา เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อหาการสนับสนุนจากภายนอกประเทศ ดาไลลามะนำทิเบตให้กลายเป็นจุดสนใจของชาวโลกท่านพยายามทำทุกวิถีทางที่จะปลดปล่อยทิเบตจากจีนให้ได้ จุดประสงค์ของดาไลลามะคือต้องการให้นานาชาติกดดันจีนให้หันมาเจรจาเรื่องสันติภาพในทิเบต แต่จีนไม่มอมเจรจาด้วยทั้งยังไม่ยอมรับแผนสันติภาพของดาไลลามะ เป็นการปิดทางที่ดาไลลามะจะใช้เป็นทางเรียกร้องอิสรภาพให้ทิเบต ด้วยความพยายามในการต่อสู้เรียกร้องให้จีนคืนอิสรภาพให้ทิเบตด้วยสันติวิธีทำให้ท่านดาไลลามะองค์ที่ 14 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี ค.ศ. 1989

Tibetan
ปัจจุบันนี้ชาวที่ทิเบตมีสิทธิเสรีภาพในด้านศาสนาในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์ในทิเบตจะดีขึ้นไปกว่าเดิมมากนัก จีนปิดปากสนิทเรื่องแผนสันติภาพที่ดาไลลามะพยายามรุกเร้าและจีนยังคงส่งชาวจีนเขาไปในทิเบตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวทิเบตให้เข้าสู่วังวนของอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากขึ้น มีการส่งเสริมการลงทุนในทิเบตให้ชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนในด้านการศึกษา จีนส่งเสริมการเรียนภาษาแมนดารินและสนับสนุนผู้รู้ภาษาแมนดารินให้มีตำแหน่งสูงและมีความก้าวหน้าในการทำงาน

Tibetan-People-Flag-3-iconเมืองเอกของ ทิเบต

ลาซา ทิเบต เป็นเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของจีนในปัจจุบัน

Tibetan-People-Flag-3-icon ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

Tibetans

  ที่ตั้ง       

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และ มณฑลชิงไห่ ประเทศจีน
  • ทิศใต้ ติดต่อกับประเทศเนปาล ภูฏาน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน รัฐกะฉิ่น ประเทศพม่า รัฐอัสสัม รัฐนาคาแลนด์ ประเทศอินเดีย ในปัจจุบัน บริเวณที่มีเขตติดต่อกับประเทศอินเดียนี้ ยังเป็นบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งอินเดียได้อ้างกรรมสิทธิ์เข้ามาปกครอง และเรียกดินแดนบริเวณนี้ว่า อรุณาจัลประเทศ
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับ มณฑลเสฉวน ประเทศจีน
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับ รัฐแจมมูและแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย และ ประเทศปากีสถาน
  • ทิเบตตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลด้วยความสูงเฉลี่ย 4,000 เมตร พื้นที่ประกอบด้วยเทือกเขาที่มียอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตลอดทั้งปี ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก 10 แห่ง อยู่ทางตอนใต้ของทิเบตด้านทิศใต้เป็นเทือกเขาหิมาลัย ทิศตะวันตกมีเทือกเขาการาโกรามขนาบอยู่ ส่วนทิศเหนือติดกับเทือกเขาคุนลุ้นและเทือกอัลไต ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ภูมิประเทศยังเป็นป่าดงดิบที่ยังไม่ได้รับการสำรวจมีธารน้ำแข็ง โตรกผาสูงใหญ่ และหุบห้วย กับแม่น้ำที่เชี่ยวกรากอีกหลายสาย ทิเบตมีทะเลสาบหลายพันแห่ง (ทิเบตเรียกทะเลสาบว่า โซะหรือโซ – tso) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดชื่อว่า นัมโซ (Nam-tso) และยัมดร็อกโซ (Yamdrok – tso) ทะเลสาบในทิเบตได้ชื่อว่าเป็นทะลเสาบบนที่รายสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนั้นยังมีน้ำพุร้อนอยู่ทั่วไปบางพื้นที่ของทิเบตแห้งแล้งมากจนเป็นทะเลทรายที่มีสันทรายและพายุทรายที่ร้ายกาจทารุณอีกแห่งของโลก ดินแดนทางตอนเหนือของเมืองลาซาอยู่สูงกว่าทางตอนใต้ของประเทศตอนกลางประเทศเป็นที่ราบกว้างใหญ่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์และการทำเกษตร
tibetan
  • ประเทศทิเบตเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญๆหลายสายด้วยกันเพราะว่าทิเบตตั้งอยู่ในบริเวณที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากซึ่งแม่น้ำสำคัญในทิเบตมีดังนี้คือ
  • แม่น้ำแยงซี หรือ แยงซีเกียง (Yangtze) มีความยาว 6,300 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากบริเวณตอนเหนือของทิเบต แม่น้ำแยงซีไหลผ่านจีนแผ่นดินใหญ่ไปลงทะเลที่บริเวณเมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai)
  • แม่น้ำโขง หรือ แม่โขง (Mekong) แม่น้ำโขงมีความยาว 4,350 กิโลเมตรมีต้นกำเนิดจากบริเวณตอนกลางของทิเบตไหลผ่านจีนทางเมืองคุนหมิง (Kumming) ในมลฑลยูนนาน (Yunnan)
  • แม่น้ำโขงไหลผ่านชายแดนประเทศไทย ลาว ผ่านตอนใต้ของเขมร และไหลลงทะเลจีนใต้บริเวณปากน้ำไซ่ง่อนที่กรุงโฮจิมินห์ของเวียดนาม ในบริเวณสันดรปากแม่น้ำโขงของเวียดนามเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างมาก ทั้งในด้านการประมงและการการเกษตรกรรรม
  • แม่น้ำสาละวิน (Salween) เป็นแม่น้ำคู่ขนานกับแม่โขง แม่น้ำสาละวินไหลผ่านประเทศพม่าและไหลลงที่อ่านมะตะบัน หรือเมาะตะมะ (GulF of Mattaban)
  • แม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra) นั้นมีต้นกำเนิดจากทางตอนใต้ของทิเบตไหลผ่านรัฐอัสสัม (Assam) ของอินเดียผ่านบริเวณชายแดนของภูฏาน ผ่านบังกลาเทศแล้วไหลลงทะเลในบริเวณอ่าวเบงกอล
  • แม่น้ำคงคา (Ganges) มีต้นกำเนิดทางตอนใต้ของทิเบตโดยไหลผ่านอินเดีย ผ่านเมืองพาราณสี (Varanasi) ผ่านเมืองปัตนะ (Patana) ผ่านบังกลาเทศ และไหลลงทะเลที่อ่าวเบงกอล
  • แม่น้ำยมุนา (Yumna) ไหลผ่านบริเวณกรุงเดลี ผ่านเมืองอัคระ (Agra) ไปบรรจบกับแม่น้ำคงคาที่เมืองอัลลาฮาบัด (Allahabad)
  • แม่น้ำสุดเลจ (Sutlej) มีต้นกำเนิดมาจากบริเวณภูเขาไกลาส ไหลผ่านรัฐปัญจาบของอินเดีย ในรัฐปัญจาบของอินเดียนั้นมีความอุดมสบบูรณ์ทางด้านการเกษตรมากเพราะเกษตรกรมีน้ำสำหรับทำการเกษตรได้ดี อินเดียจึงถือว่ารัฐปัญจาบเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ
  • แม่น้ำสินธุ (Indus) ไหลผ่านเมืองดาลัก (Ladakh)  และแคว้นแคชเมียร์ ผ่านปากีสถาน ไหลไปลงทะเลที่อ่าวอามาน (Gulf of Oman)
Tibetan

ภูมิอากาศ
เนื่องจากทิเบตอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก จึงมีปริมาณออกซิเจนในอากาศเบาบางสภาพอากาศทั่วไปในทิเบตมีอุณหภูมิต่ำและเปลี่ยนแปลงง่าย โดยในแต่ละวันอุณหภูมิอาจแตกต่างกันมากประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ยแล้วทิเบตมีอากาศค่อนข้างเย็น และมีฝนตกน้อย ปริมาณออกซิเจนในอากาศเบาบางหากแต่มีแสงแดดจัดจ้า บริเวณที่ราบสูงทิเบตภูมิอากาศเป็นแบเขลมมรสุม อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 7.5 องศาเซลเซียว

ช่วงเวลาที่ควรไปเยือนประเทศทิเบตคือระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน หลักจากนั้นอากาซจะหนาวเย็นไปจนถึงเย็นจัดโดยเฉลี่ยแล้วเมืองลาซากับเมืองชิกัตเซ่อากาศดีกว่าที่อื่น อาจมีฝนตกบ้างเล็กน้อยในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน อุปสรรคด้านภูมิอากาศที่สำคัญคือลมพายุที่รุนแรงมาก เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนชอบไต่เขา

ช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุดคือช่วงระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีหิมะตกปกคลุมไปทั่วประเทศ ภัยธรรมชาติที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งคือพายุหิมะที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ บางทีพายุหิมะก็ทำให้ทางขาด ฤดูหนาวของทิเบตได้ชื่อว่าหนาวทารุณที่สุด มีแต่ชาวทิเบตเท่านั้นที่จะทนต่ออากาศที่หนาวเยือกเย็นของที่รายสูงทิเบตได้

เดือนมีนาคมถึงเมษายนนั้นเป็นฤดูร้อนแสงแดดจัดจ้า แต่อากาศที่อบอุ่นขึ้นอาจทำให้หิมะที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขาละลายไหลลงมากลายเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นฉับพลัน

ศาสนา 

 ศาสนาพุทธแบบทิเบต ดินแดนทิเบตในอดีตมีความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนามาก พุทธศาสนาแบบทิเบตมีเอกลักษณ์เฉพาะคือเป็นการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนานิกายมหายานทั้งจากอินเดียและจีน ได้รับอิทธิพลจากพุทธศานานิกายตันตระของอินเดีย จนเกิดเป็นนิกายวัชรยานขึ้น ประชาชนใฝ่ธรรมะ เมื่อมีงานบุญ ประชาชนจะเดินทางไปแสวงบุญแม้จะไกลสักเพียงใด ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เห็นอยู่มากมาย แต่เมื่อตกอยู่ในการปกครองของจีนวัดนับพันแห่งทั่วนครลาซา เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแห่งในปัจจุบัน จนแทบไม่เหลือความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

Tibetans

Tibetan-People-Flag-3-icon การเตรียมตัวไปทิเบต

การทำวีซ่าทิเบต ต้องทำผ่านตัวแทนในประเทศจีน โดยการขอวีซ่าเขาทิเบตจะต้องขอผ่านจีนเท่านั้น ทิเบตมีหน่วยงานราชการที่แนะนำและส่งเสริมการท่องเที่ยวทิเบต ชื่อว่า Tibet Tourism Bureau (TTB) กับทั้งยังเป็นหน่วยงานที่ออกหนังสืออนุญาตให้นักท่องเที่ยว (เป็นกรุ๊ปทัวร์) เข้าทิเบตได้ TTB มีสำนักงานต่างประเทศอยู่ที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กาฐมาณฑุ และฮ่องกง ผู้ที่จะเดินทางไปทิเบตจะต้องได้รับการยินยอมให้เข้าทิเบตได้จาก Tourism Administration of the Tibet Antonomous Region หรือตัวแทนในต่างประเทศเสียก่อน โดยผู้ทำวีซ่าทิเบตต้องทำวีซ่าจีนให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึีงส่งวีซ่า และ หน้า passport ไปให้ตัวแทนดำเนินการทำวีซ่าทิเบต ต่อไป วีซ่าทิเบตใช้่เวลาทำการอย่างน้อย 3 วันช่วงเทศกาลไฮซีซั่นควรเผื่อเวลาสำหรับทำวีซ่าทิเบตไว้ด้วยคะ

Tibetan-People-Flag-3-icon การเตรียมตัวทั่วไป

ทิเบตเป็นดินแดนที่ราบสูง มีอากาศหนาวเย็นโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน และยามที่แสงหมด หรือ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว อากาศจะเย็นลงทันทีดังนั้นควรเตรียมเสื้อกันหนาวแจคเก็ตไว้ตลอดเวลา และ กลางวันมีแดดแรง ควรมีแว่นกันแดด และ ครีมกันแดดทาไว้ด้วยเสมอ อุณหภูมิเฉลี่ยทิเบต ตอนกลางวันอุณหภูมิเฉลี่ย 15-20 องศาเซลเซียส กลางคืนอุณหภูมิประมาณ7-15 องศาเซลเซียส

Tibetan-People-Flag-3-icon ประชากร

 ประชากร เป็นชาวทิเบต ชาวจีน

Tibetan-People-Flag-3-icon ข้อควรปฏิบัติสำหรับการอยู่ที่ราบสูง

เนื่องจากทิเบตนั้นตั้งอยู่ที่ระดับความสูงเฉลี่ยเกิน 4,000 เมตรเหนือน้ำทะเล ยิ่งระดับความสูงมากอากาศหรือปริมาณออกซิเจนก็ยิ่งเบาบางลง อาจทำให้เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ ง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเพียงอาการเริ่มต้นของการแพ้ความกดดันอากาศในที่สูง (Altitude Sickness) เท่านั้น โดยเรียกว่าการป่วยภูเขาแบบเฉียบพลันหรือ Acute Mountain Sickness (AMS) หากอาการหนักๆอาจกเกิดอาการสมองบวมซึ่งอาจถึงตายได้ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • วันแรกที่เดินทางไปถึงควรพักผ่อนให้มากๆ
  • ดื่มน้ำมากๆ กว่าปกติ ประมาณ 2 เท่า เป็นวันละ 3-4 ลิตร
  • รับประทานอาหารประเภทแป้ง หรือ คาร์โบไฮเดรต ให้น้อยลง ให้รับประทานพวกช็อกโกแลต ลูกอม เพิ่มความสดชื่น
  • งดเครื่องดื่มที่มีัคาเฟอีน และ อัลกอฮอล์
  • งดรับประทานยานอนหลับ หรือ ยาที่ทำให้ง่วง
  • หายใจลึกๆเดินและทำอะไรให้ช้าลง หยุดพักเมื่อเหนื่อยและหัวใจเต้นเร็ว ห้ามฝืนโดยเด็ดขาด
  • หากจำเป็นต้องทานยา Diamox ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะ ลดความดันลูกตา ผลข้างเคียงของยานี้ทำให้ช่วยลดอาการ AMS ได้ แต่ปัญหาคือจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย โดยต้องทานยาล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเดินทางสู่ที่สูง หรืออาจทานยาหงจิ่งเทียน หรือเกาหยวนอัน ของจีนก็ได้ ยาหงจิ่งเทียนมีทั้งแบบน้ำ บรรจุขวดเล็กๆ รับประทานครั้งละ 1 ขวดเล็กๆ เช้า-เย็น หรือ แบบเม็ด ให้รับประทานเช้า 1 เม็ด และ เย็น 1 เม็ด ขวดหนึ่งมี 30 เม็ด สะดวกในการพกพาคะ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาในลาซา
  • Tibetans

Tibetan-People-Flag-3-icon โทรศัพท์ และ การติดต่อสื่้อสาร

 ซิมที่ซื้่อจากทิเบต สามารถใช้โทรภายในทิเบต และ โทรมายังจีน ค่ะ หากต้องการโทรออกต่างประเทศแนะนำให้ใช้จากที่โรงแรม หรือ เปิดโรมมิ่งไปจากเมืองไทย ซึ่งค่าบริการจะมีราคาสูงนาทีละ 40-60 บาท กันเลยทีเดียว

 Tibetan-People-Flag-3-icon สถานที่ท่องเที่ยว

1.พระราชวังโปตาลา (Potala palace) 

Potala Palace

หากได้มาเยือนนครลาซา แล้วสถานที่ที่ไม่ควรพลาดสำหรับการมาเที่ยวชมคือ พระราชวังโปตาลา ตึกสีขาวขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองลาซา ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวมาต่อแถวเข้าคิวและเที่ยวชมที่พระราชวังโปตาลาเป็นจำนวนมาก หากเป็นช่วงไฮซีซั่นมีคนมากนับพันๆ คน ดังนัี้นเราควรมาแต่เช้าค่ะ พระราชวังโปตาลาเปิดให้เ้ข้าชม 9 โมงเช้าคะ ค่าเข้าชม 100 หยวน ในช่วงโลว์ซีซั่นและ 200 หยวนสำหรับช่วงไฮซีซั่น พระราชวังโปตาลามีทางเข้าออก 4 ทาง แต่ทางเข้าหลักสำหรับนักท่องเที่ยวคือประตูทางทิศตะวันออก โดยก่อนเข้าจะต้องผ่านเครื่องสแกนโลหะเหมือนที่สนามบินและต้องให้ตรวจและสแกนกระเป๋าเป้ด้วยโดยห้ามนำน้ำหรือของเหลวและไฟแช็กเข้าไปภายใน (สิ่งของที่ห้ามนำเข้าคล้ายกับสิ่งของที่ห้ามนำขึ้นเครื่องบิน) โดยเส้นทางเดินภายในตัวพระราชวังโปตาลานั้นจะถูกกำหนดตายตัวและจำกัดเวลาเข้าชมไม่เกิน 90 นาทีโดยเริ่มนับจากเวลาที่เข้าสู่พระราชวังขาว (บริเวณเชิงเขาด้านหน้าและช่วงก่อนเข้าพระราชวังขาวนั้นไม่จำกัดเวลา) เนื่องจากภายในเขตพระราชวังนั้นไม่มีห้องน้ำ ดังนั้นจึงควรเข้าห้องน้ำก่อนที่จะเข้าไปในพระราชวังขาวโดยจะมีห้องน้ำอยู่ทางขวามือของลาน

Potala palace

พระราชวังโปตาลาศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นพระราชวังที่พระเจ้าซองเซ็นกัมโปทรงโปรดให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.637 บนเขามาโปรี (Marpo Ri) หรือเขาแดงซึ่งมีความสูงกว่า 110 เมตรจึงสมารถมองเห็นเมืองลาซาได้ทั่วเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งราชวงศ์ถัง พระราชวังเดิมนั้นเป็นหมู่ตึกขนาดใหญ่ มีกำแพงถึงสามชั้นมีห้องทั้งหมด 999 ห้องและห้องที่อยู่บนยอดเขาอีกหนึ่งห้อง ต่อมาประมาณกลางศตวรรษที่ 9 ยุคพระเจ้าลงมาทำลายล้างพระพุทธศาสนา ต่อเนื่องด้วยสงครามกลางเมืองในยุคของการแย่งชิงบัลลังก์ของพระเจ้า Namde Osung และพระเจ้า Tride Yumten จึงทำให้พระราชวังแห่งนี้ถูกทำลายเสียหายอย่างหนักและถูกปล่อยรกร้างยาวนานกว่า 800 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ.1642 โลซัง กยัตโซหรือดาไลลามะองค์ที่ 5 สามารถควบคุมอำนาจเหนือทิเบตทั้งหมดได้แล้วจัดตั้งรัฐบาลขึ้น พระองค์จึงทรงดำริให้สร้างพระราชวังขึ้นใหม่ที่เขา     มาโปรีแห่งนี้ตามคำแนะนำของ Konchog Chophel ที่ปรึกษาทางด้านจิตวิญญาณ

Potala Palace in Lhasa

เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์และศูนย์กลางการบริหารงานของคณะรัฐบาล แล้วตั้งชื่อว่าพระราชวังโปตาลา (Potala Palace) ตามชื่อของเขา Potalaka อันเป็นที่ประทับของพระอวโลกิเตศวรเนื่องจากเชื่อกันว่าดาไลลามะนั้นเป็นนิรมาณกายของพระอวโลกิเตศวร โดยเริ่มจาการก่อสร้างพระราชวังขาว (White Palace หรือ Karpo Podrang) ในปี ค.ศ. 1645 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปีจึงแล้วเสร็จและในปี ค.ศ.1649 ดาไลลามะองค์ที่ 5 ก็ทรงย้ายจากอารามเดรปุงมาประทับที่พระราชวังโปตาลาพร้อมกับคณะรัฐบาลทั้งหมด ดาไลลามะองค์ที่ 5 ทรงปกครองทิเบตได้ 40 ปีและสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.1682

Potala Palace in Lhasa

แต่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ถูกปิดเป็นความลับกว่า 12 ปี โดยผู้สำเร็จราชการ (Desi) Sangye Gyatso เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแทนและดำเนินการสร้างพระราชวังแดง (Red Palace หรือ Marpo Podrang) ในปี ค.ศ.1690 เพื่อประดิษฐานสถูปทองคำที่ฝังพระศพของดาไลลามะองค์ที่ 5 ซึ่งงานตกแต่งภายในของพระราชวังแดงแห่งนี้แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1697จากนั้นก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมาตลอดศตวรรษที่ 18 ต่อมาในปี ค.ศ.1934 ได้มีการสร้างอาคารเพิ่มอีกหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่ประดิษฐานสถูปทองคำที่ฝังพระศพของดาไลลามะองค์ที่ 13 หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1959 ช่วงเหตุการณ์ Tibet Uprising ดาไลลามะองค์ที่ 14 จำต้องเสด็จลี้ภัยไปยังอินเดียพร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางส่วน ผลจากการปราบปรามการประท้วงในครั้งนั้นทำให้พระราชวังโปตาลาได้รับความเสียหายบางส่วนซึ่งต่อมาได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยปันเชนลามะองค์ที่ 10 แต่นับว่าเป็นความโชคดีที่ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นโจวเอินไหล (Zhou Enlai) ไม่เห็นด้วยกับการทำลายพระราชวังโปตาลา จึงสั่งกองกำลังของตนเองคุ้มกันพระราชวังโปตาลาเอาไว้

Potala palace

พระราชวังโปตาลาจึงไม่ได้รับความเสียหายจากกองกำลังเรดการ์ดแต่อย่างใด หลักจากดาไลลามะองค์ที่ 14 เสด็จลี้ภัยไปอินเดีย พระราชวังโปตาลาก็ตกอยู่ภายใต้ความดูแลของทางการจีนและเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมได้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 อีกทั้งยังทุ่มเงินจำนวนกว่า 6.8 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อบูรณะซ่อมแซมพระราชวังโปตาลาในปี ค.ศ.1989 และ 1995 หลังจากนั้นพระราชวังโปตาลาก็ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997 และควบรวมอารามโจคังและนอร์บุลิงกะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกในนามกลุ่มโบราณสถานพระราชวังโปตาลา (Historic Ensemble of the Potala Palace) ในปี ค.ศ.2000 และ2001 ตามลำดับ ต่อมาในปี ค.ศ.2002 ก็ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้งด้วยงบประมาณมูลค่ากว่า 22.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่พระราชวังโปตาลาภายใต้การปกครองของจีนนั้นกลับเป็นได้เพียงพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ไร้จิตวิญญาณของชาวทิเบตและคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีน

2.วััดโจคัง หรือ ภาษาจีนเรียก วัดต้าเจ้าซื่อ

 เป็นวัดที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวทิเบต วัดโจคังสร้างในสมัยของกษัตริย์ซงจ้านกันปู้ (อยู่ในปีค.ศ.620-649) เพื่อไว้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่มเหสี ชาติจีนและเนปาล ที่นำเข้ามายังทิเบต ศิลปะการก่อสร้างมีจุดเด่นตรงที่นำเอาศิลปะของ 4 ชาติมาผสมกันคือ ทิเบต จีน เนปาลและอินเดีย นอกจากนี้พระพุทธรูปที่พระนางเหวินเฉิง นำมาจากประเทศจีน ซึ่งได้รับการกราบไหว้และยอมรับกันอย่างมากว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด แม้แต่พวกขบวนการเรดการ์ดหรือกองทัพแดงของจีนที่ทำลายทุกอย่างในสมัยการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน ก็ยังไม่กล้าแตะต้องพระพุทธรูปองค์นี้

ที่ลานด้านหน้าอารามโจคังมีตอต้นหลิว (Willow) ที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงทรงปลูกไว้ ส่วนสองต้นที่เห็นอยู่ปัจจุบันนี้เป็นต้นที่ปลูกขึ้นใหม่และแผ่นศิลาจารึกแถลงการณ์เรื่องโรคฝีดาษ (Smallpox Edict) ในปี ค.ศ.1794 ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบเอาไว้ ติดๆกันมีกำแพงสี่เหลี่ยมอีกอันล้อมรอบเสาโอบิลิสก์สูง 6 เมตรซึ่งเป็นสัญญาสงบศึกระหว่างจีนกับทิเบตในยุคของพระเจ้าราลปาเซน ตัวอาคารของอารามโจคังถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อเรื่องไตรภูมิหรือตรีกาย ตัวอาคารจึงมีสามชั้นรูปทรงสี่เหลี่ยม มีพื้นที่ 82.5 ตารางเมตรโดยมีอาคารชั้นนอกล้อมรอบอาคารชั้นในไว้ทั้งสี่ด้าน ทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศใต้ของโถงประกอบพิธีฯมีเส้นทางโคราชั้นในซึ่งแต่เดิมเรียกว่าบาร์คอร์ (Barkhor) แต่ปัจจุบันเรียกว่านังคอร์ (Nangkhor) มีกงล้อมนต์เรียงรายตลอดเส้นทางโครา ส่วนทางทิศตะวันตกหรือทางด้านหน้าของโถงประกอบพิธีฯมีลานกว้างชื่อว่า Kyamra Chenmo ซึ่งลานนี้ใช้ในการประกอบพิธีกรรมหรือแสดงนาฏกรรมในงานเทศกาลต่างๆ อารามโจงคังมีประตูทางเข้าทางทิสตะวันตกสองประตูโดยประตูทางเข้าหลักของวัดโจคังนี้จะเปิดให้ผู้ที่มาแสวงบุญเข้าเฉพาะตอนเช้า สำหรับนักท่องเที่ยวจะต้องเข้าทางประตูด้านข้าง (Shira Gate) วึ่งอยู่ทางขวาของประตูทางเข้าหลัก ด้านบนของประตูทางเข้าหลักจะมีธรรมจักรสีทองที่มีกวางหมอบอยู่สองข้างและที่แต่ละมุมจะมีธวัช (Dhvaja) หรือธงแห่งชัยชนะสีทองตั้งอยู่ ที่ประตูทางเข้าหลักด้านซ้ายขวาจะมีรูปปั้นท้าวจตุโลกบาล เมื่อเข้าประตูมาแล้วจะพบกับอาคารสามชั้นหลังคาสีทองตรงกลางซึ่งเป็นโถงประกอบพิธีสังฆกรรม (Dukhang) ที่มีลานอยู่ตรงหน้า กำแพงรอบๆลานนี้จะมีภาพกิจกรรมฝาผนังตลอดแนวกำแพง มีรูปวาดของกูศรีข่าน ดาไลลามะองค์ที่ 5 ปันเชนลามะองค์ที่ 4 พระพุทธเจ้า 1,000 องค์ พระอมิตายุส 9 ปาง รูปอารามสำคัญๆรอบๆลาซาสามแห่ง และพระพุทธประวัติ เป็นต้น ทางทิศเหนือของลานจะมีแท่นหินที่เป็นที่ตั้งบัลลังก์ขององค์ดาไลลามะซึ่งกำแพงด้านหลังจะมีภาพวาดของพระศากยมุนีพระพุทธเจ้า พระอวโลกิเตศวรและพระมัญชูศรี ถัดจากแท่นวางบัลลังก์เป็นวิหารพระโพธิสัตว์ดารา (Drolma Chapel) ห้องต่างๆบนชั้นหนึ่งของอาคารชั้นนอกนี้ส่วนใหญ่เป็นห้องเก็บของและโรงครัว ส่วนห้องบนชั้นสองและชั้นสามเดิมเคยเป็นห้องทำงานของกระทรวงต่างๆโดยอาคารชั้นนอกทางทิศเหนือของลานซึ่งมีหลังคาสีทองนั้นเคยเป็นที่ประทับขององค์ดาไลลามะ และห้องบนชั้นสองที่อยู่ระหว่างประตูทางเข้าหลักกับประตู Shira นั้นเคยเป็นที่ประทับของปันเชนลามะ บนชั้นสองของอาคารชั้นนอกจะมีระเบียงทางเดินซึ่งเป็นจุดชมวิวอารามโจคังชั้นในโดยจะเห็นหลังคาสีทองของโถงประกอบพีธีฯและที่ประทับขององค์ดาไลลามะได้อย่างชัดเจน ส่วนบนชั้นสามทางด้านหน้าวัดนั้นจะมีระเบียงซึ่งสามารถมองเห็นลานด้านหน้าอารามโจคังและเห็นพระราชวังโปตาลาอยู่ไม่ไกลนัก

การเข้าชมวัดโจคัง จะต้องเสียค่าเข้าชม ประมาณ 85 หยวน วัดโจคังแบ่งเป็นชั้นๆ โดย แบ่งเป็นสามชั้นและมีชั้นหลังคา สำหรับเที่ยวชมด้วยคะ

ตำนานการสร้างวัดโจคัง
ตามตำนานเล่าว่าเทวีภริกุติพยายามสร้างวัดเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระ Mikyoba หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถสร้างจนเสร็จได้ จึงนำความเข้าปรึกษาพระธิดาเหวินเฉิงซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความนับถือจากผู้คนทั่วไปว่าเป็นผู้มีปัญญาปราดเปรื่อง พระธิดาเหวินเฉิงทรงให้คำแนะนำว่าหากจะสร้างวัดให้สำเร็จจะต้องตรึงธิดาพญามารที่อยู่ใต้แผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ให้ได้ก่อน

โดยต้องสร้างวัดบริเวณรอบๆสิบสองแห่งบนสามวงรัศมีให้เสร็จก่อนเพื่อตรึงเข่าและข้อศอก วงนอกสุดเพื่อตรึงมือและเท้าของปีศาจตนนี้ ว่ากันว่าบางส่วนของวัดที่สร้างเพื่อตรึงอวัยวะต่างๆของปีศาจตนนี้ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น วัด Trandruk Monastery ในหุบเขา Yarlung และ Katsel Monastery ซึ่งอยู่บนทางไป Drigung สองวัดนี้อยู่บนวงในสุด วัด Bachu Monastery ซึ่งอยู่ใน Bayi ทางทิเบตตะวันออกอยู่บนวงที่สอง สำหรับวัดบนวงนอกสุดนั้นว่ากันว่าอยู่ในประเทศภูฏานและมณฑลเสฉวน จากนั้นจึงสร้างวัดตรงหัวใจของปีศาจตนนี้ซึ่งอยู่บริเวณทะเลสาบ Othang ใจกลางกรุงลาซา การที่จะสร้างวัดบนพื้นที่ทะเลสาบเพื่อตรึงหัวใจของปีศาจได้นั้นจะต้องดูดน้ำซึ่งเปรียบเสมือนเลือดของปีศาจตนนั้นออก

ให้หมดและแพะขาวขนหิวจากเขาศักดิ์สิทธิ์มาถมทะเลสาบนี้จึงจะสร้างวัดทับหัวใจปีศาจตนนี้ได้สำเร็จ โดยวัดโจคังแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.647

และเพื่อเป็นเกียรติแก่แพะเหล่านี้ชาวบ้านจึงเรียกเมืองนี้ว่า Rasa อันหมายถึงนครแพะ (City of Goat) แต่ต่อมาภายหลังเพี้ยนเป็น Lhasa ซึ่งแปลว่านครแห่งพระผู้เป็นเจ้า (City 0f Deities)

หมายเหตุ : ภายในตัวอาคารวัดห้ามถ่ายรูปคะ

3.นอร์บุลิงกะ (Norbulingka) 

Norbulingka Institute Guest House

พระราชวังฤดูร้อนของดาไลลามะเป็นสวนขนาดใหญ่ 3.6 ตารางกิโลเมตร เดิมทีเดียวที่นี่เป็นที่พักฟื้นของ        ดาไลลามะองค์ที่ 7 เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติดาไลลามะองค์ที่ 7 จึงได้สร้างอาคารที่พำนักแห่งแรกขึ้นชื่อ Uyab Podrang จุดประสงค์คือเพื่อเป็นที่พักฟื้น ไม่ใช่พระราชวัง แล้วตั้งชื่อที่แห่งนี้ว่า นอร์บุลิงกะ ซึ่งแปลว่าสวนแห่งอัญมณี แต่ต่อมาในปี ค.ศ.1755 มีการก่อสร้างอาคาร Kelzang Podrang เพิ่มเติมและถูกเรียกว่าพระราชวังฤดูร้อนเพราะองค์ดาไลลามะและคณะรัฐบาลจะย้ายจากพระราชวังโปตาลามาพำนักที่นี่ในวันที่ 18 ของเดือนที่สามตามปฏิทินจันทรคติของทิเบต ดาไลลามะองค์ที่ 8 ทรงใช้ Kelzang Podrang เป็นพระราชวังที่ประทับและทำการขยายพื้นที่สวนดอกไม้และขุดสระน้ำเพิ่มเติม อีกทั้งยังได้สร้างลานโต้ปัญหาธรรม (Debating Courtyard) Tsokyil Podrang ซึ่งสร้างอยู่บนตำแหน่งของน้ำพุร้อนเดิม ในสมัยของดาไลลามะองค์ที่ 13 ได้สร้าง Chensel Lingka ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวนแห่งนี้โดยเขตพระราชฐานที่สร้างขึ้นใหม่นี้ประกอบด้วยพระราชวังสามหลัง Chensel Podrang , Kelzang Delkyi Podrang และ Chime Tsokyil Podrang และต่อมาดาไลลามะองค์ที่ 14 ทรงสร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นชื่อว่า Takten Migyur Podrang ในปี ค.ศ.1956 แต่ในปี ค.ศ.1959 เกิดเหตุการณ์ Tibet Uprising พระองค์ต้องเสด็จลี้ภัยออกจากนอร์บุลิงกะไปยังอินเดียโดยปลอมตัวเป็นทหารทิเบต แม้ว่าชาวทิเบตกว่า 30,000 คนจะรวมกันที่นอร์บุลิงกะและยอมพลีกายเป็นเกราะมนุษย์ปกป้ององค์ดาไลลามะ แต่พระราชวังภายในนอร์บุ-ลิงกะก็ถูกทำลายเสียหายทั้งหมด

นอร์บุลิงกะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือพระราชวัง อาคารที่ทำการของคณะรัฐบาลและลานกลางสวนสำหรับแสดงนาฏกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลโชตัน โดนลานกลางสวนนั้นคือโซนที่อยู่ทางขวามือหลังจากผ่านประตูเข้ามาแล้ว เลยจากสวนไปทางทิศเหนือคืออาคารที่ทำการของคณะรัฐบาล ส่วนชั้นในเป็นโซนพระราชวังซึ่งมีห้าอาคารหลักดังนี้

Norbulingka Summer Palace

Ketzang Podrang Complex พระราชวังที่ประทับของดาไลลามะองค์ที่ 8 ถึงองค์ที่ 12 เป็นอาคารสามชั้นแต่ตั้งชื่อตามพระนามของดาไลลามะองค์ที่ 7 Kelzang Gyatso นั่นเอง พระราชวังนี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะโถงรับแขกเท่านั้นซึ่งภายในมีบัลลังก์ของดาไลลามะและมีภาพทังก้าเก่าแก่ของอายุวัฒนะโพธิสัตว์จำนวน 100 ผืนแขวนอยู่

Khamsum Zilnon ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Kelzang Podrang เป็นที่ประทับของดาไลลามะสำหรับชมการแสดงที่ลานด้านหน้าในงานเทศกาลโชตัน

Takten Migyur Podrang เป็นพระราชวังของดาไลลามะองค์ปัจจุบัน ด้านหน้าพระราชวังมีสวนดอกไม้และน้ำพุสวยงาม เมื่อขึ้นบันไดมาชั้นสองจะพบกับห้องรับแขกซึ่งอยู่ทางด้านหน้าของอาคารกำแพง ภายในห้องมีภาพวาดฝาผนังประวัติศาสตร์ของทิเบตตั้งแต่ต้นกำเนิดชนชาติทิเบตจนถึงปัจจุบัน ห้องถัดไปเป็นเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ของดาไลลามะองค์ปัจจุบันมีห้องวิปัสสนา ห้องบรรทม ห้องสุขา ซึ่งเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม

Norbulingka Institute Guest House

Tsokyil Podrang เป็นพระราชวังกลางน้ำมีเกาะ 3 เกาะ เกาะตรงกลางเป็นที่ตั้งพระราชวัง Lhundrub Gyatsel Tsokyil Podrang ตัวอาคารสร้างด้วยศิลปะแบบจีน เกาะทางทิศเหนือเป็นที่ตั้งของ Lukhang Nub วิหารนี้สร้างถวายแด่พระยานาคราช ภายในมีภาพวาดฝาผนังเป็นเรื่องราวของเกซาร์มหาราชและการประลองอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ระหว่างมิลาเรปะกับนาโรบอนชุงที่เขาไกรลาส ทางตะวันออกมี Lukhang Shar ซึ่งเป็นที่เก็บเครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบพิธีต่างๆ ส่วนทางตะวันตกเป็นที่ตั้งของ Druzing Podrang ซึ่งสร้างโดยดาไลลามะองค์ที่ 8 เพื่อเป็นห้องสมุด

Chensel Podrang เป็นพระราชวังของดาไลลามะองค์ที่ 13 ในห้องโถงแรกจะมีบัลลังก์ของดาไลลามะองค์ที่ 13 เกี้ยวและรถม้าที่ใช้สำหรับองค์ดาไลลามะ รวมถึงรถยนต์สามคันของดาไลลามะองค์ปัจจุบันแสดงไว้ด้วย

4.ทะเลสาบนัม (Nam-tso)

Nam-tso Lake

หนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต อยู่ห่างจากลาซาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 240 กิโลเมตร เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจีนอยู่ที่ระดับความสูง 4,730 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีความยาวกว่า 70 กิโลเมตร กว้าง 30 กิโลเมตร จุดที่ลึกที่สุดลึก 35 เมตร ในช่วงฤดูร้อนน้ำในทะเลสาบจะเป็นสีเทอร์ควอยตัดกับเทือกเขาหิมะเนียนเซ็นถังลา (Nyenchen Tanglha) ทางทิศใต้ของทะเลสาบ โดยปกติไกด์จะพาไปยัง Tashidor วึ่งเป็นแหลมที่ยื่นเข้าไปในทะเลาสาบทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่ Tashidor ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายนจะมีฝูงนกอพยพมาอยู่ที่นี่รวมทั้งนกกระเรียนคอดำซึ่งเป็นนกหายากใกล้สูญพันธุ์ด้วย

Nam-tso Lake
การเดินทางไปยังทะเลสาบนัมนั้นสามารถไปจากลาซาแบบไปเช้าเย็นกลับหรือจะค้างคืนที่ทะเลสาบนัมก็ได้ แต่เนื่องจากทะเลสาบนัมอยู่สูงกว่าลาซาถึง 1,100 เมตรการเดินทางเพิ่มระดับความสูงเกินพันเมตรในหนึ่งวันนั้นเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ความดันอากาศสูงได้ง่าย ดังนั้นจึงควรพักเที่ยวเล่นอยู่ในลาซาก่อนสักสองวัน ก่อนที่จะเดินทางไปยังทะเลสาบนัมโช

Nam-tso Lake

ค่าเข้าชม 120 หยวน

 

ปิดการแสดงความเห็น