ข้อมูลท่องเที่ยว เกียวโต

Japan-icon (1) เกียวโต (Kyoto)

Kyoto

เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี .794-1868 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยประชากรประมาณ 1.4 ล้านคน เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถานที่ประวัติศาสตร์ เกียวโตสืบทอดประเพณีและความสวยงามของญี่ปุ่นมาสู่ปัจจุบัน เกียวโตเป็นเมืองเก่าถูกพัฒนาขึ้นหลังก่อตั้งเฮอันเคียวในปี 794 และเป็นที่พักอาศัยของพระจักรพรรดิมมากกว่า 1,000 ปี เมืองนี้ซึ่งกลายเป็นเมืองปราสาทหลังจากที่ปราสาทนิโจสร้างเสร็จเรียบร้อยในยุคเอโดะ มีมรดกที่มีค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย เมืองเกียวโตยังมีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่นที่อาราชิยาม่าซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแม่แบบของทิวทัศน์ญี่ปุ่น เมืองโตเกียวเป็นสถานที่พิเศษสำหรับคนญี่ปุ่น วัฒนธรรมที่ถูกกลั่นกรองแล้วถูกอนุรักษณ์และถ่ายทอดมาสู่ปัจจุบันและสามารถสัมผัสได้ที่กิอองและที่อื่น ๆ

เทศกาลกิออง
เป็นเทศกาลขนาดใหญ่ในฤดูร้อนของโตเกียวซึ่งถูกจัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม ที่วัดยาซาก้ามีผู้จำนวนมากมานมาชม เช่น ยามาโฮะโคะ-จุนโคะซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 17 มีขบวนพาเหรดของยามาโฮะโคะ (ทวนยาว 66 ทวน) ที่ถูกประดับสวยงามแห่ในเวลากลางคืนที่เมืองโตเกียว

Japan-icon (1) สถานที่ท่องเที่ยว
1.วัดคิงกะกุ (ญี่ปุ่น: 金閣寺 Kinkakuji คิงกะกุจิ วัดศาลาทอง )

Kinkakuji
 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดโระคุอง (ญี่ปุ่น: 鹿苑寺 Rokuonji โระคุอนจิ ) ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีศาลาทองเป็นจุดเด่นของวัด แรกเริ่มศาลาทองสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1940 เพื่อเป็นที่พักของโชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ ต่อมาผู้เป็นบุตรชายได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดนิกายเซนสายรินไซ วัดถูกเผาทำลายหลายครั้งในระหว่างสงครามโอนิง ศาลาทองแห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หลานของโยชิมิทสึสร้างวัดอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า วัดกิงกะกุ

ปี พ.ศ. 2537 วัดโระคุอง รวมทั้งศาลาทอง ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกร่วมกับสถานที่สำคัญอื่นๆในเมืองเกียวโต ตัวศาลาทองทั้งหลัง ยกเว้นชั้นใต้ดิน ปิดคลุมด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและโบราณวัตถุมีค่าอื่นๆ บนยอดหลังคาของศาลามีรูปหล่อทองคำรูปนกโฮโอ

ในปี พ.ศ. 2493 ศาลาทองถูกเผาทำลายโดยพระวิกลจริต ศาลาที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2498
เป็นวัดของลัทธิเซนอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต ซี่งในชั้นสองของวัดนั้นจะปกคลุมด้วยทอง โดยแต่ละชั้นจะตกแต่งในสไตล์ที่แตกต่างกันดังนี้

ชั้นแรก จะตกแต่งแบบ Shinden Style เป็นลักษณะของพระราชวัง และชั้นที่สองตกแต่งแบบ Bukke Style ซึ่งใช้สำหรับให้เป็นที่พักของซาบูไร และในชั้นบนสุดจะตกแต่งในแบบ Chinese Zen Hall

การเดินทาง : สามารถเดินทางจากสถานีเกียวโต โดยนั่ง Kyoto City Bus สาย 101 หรือ 205 ประมาณ 40 นาทีโดยประมาณ

2. ปราสาทนิโจ (Nijo Castle)

Nijo-Castle

 ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1603 ซึ่งเป็นยุคแรก ๆ ของการปกครองแบบโชกุนในยุคอิโด ปราสาทนิโจมีป้อมปราการที่เรียงตัวกันเป็นวงแหวนสองชั้น แต่ละชั้นจะมีทั้งกำแพงและคูน้ำกว้าง และยังมีกำแพงล้อมรอบพระราชวังนิโนมารุอีกชั้นหนึ่ง แต่มีความซับซ้อนน้อยกว่า กำแพงชั้นนอกของป้อมปราการมีประตูอยู่ 3 ประตู ส่วนกำแพงชั้นในมีอยู่ 2 ประตู ที่มุมทางตะวันตกเฉียงใต้ของกำแพงชั้นใน มีซากของป้อมปราการห้าชั้น ภายในกำแพงชั้นในเป็นที่ตั้งของพระราชวังฮอนมารุและอุทยาน ระหว่างวงแหวนป้อมปราการทั้งสองชั้น เป็นที่ตั้งของพระราชวังนิโนมารุ โรงครัว ป้อมสังเกตการณ์ และสวนหย่อมอีกจำนวนมาก

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาเยี่ยมชมที่นี่จะต้องเดินผ่านประตูขนาดใหญ่ทางด้านตะวันออกของปราสาท ซึ่งเป็นทางเข้าพระราชวังนิโนมารุ (ในอดีตเป็นที่พักและที่บัญชาการของโชกุน) โดยภายในพระราชวังจะประกอบด้วยอาคารหลาย ๆ อาคาร ซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อกัน และมีการตกแต่งได้อย่างปราณีตและงดงาม นอกจากนี้ภายนอกพระราชวังยังมีสวนที่ตกแต่งในแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ซึ่งมีทั้งการตกแต่งด้วยหินและต้นสนมากมาย

การเดินทาง : สามารถเดินได้จากสถานีรถไฟใต้ดินนิโจโจมาเอะ (Nijojo-mae) ซึ่งใช้เส้นทางของ Tozai Subway Line

3. วัดเรียวอันจิ (Ryoanji)

Ryoanji

 เป็นวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะสวนหิน ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้หลายร้อยคนในแต่ละวัน ซึ่งประวัติและที่มาของสวนแห่งนี้ ไม่ทราบวันแน่ชัด และมีนักออกแบบหลาย ๆ คนร่วมกันทำ โดยนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนมักมานั่งมองสวนหินแห่งนี้อย่างสงบ เพื่อค้นหาความหมายแห่งปรัชญาของลักษณะของสวนที่ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด

การเดินทาง : จากสถานีเกียวโตสามารถเดินทางได้โดยใช้ JR Bus โดยจะมีทุก ๆ 15-30 นาที

4. ทางเดินนักปราชญ์ (The Philosopher’s Path)

The Philosopher’s Path

 ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองเกียวโต ข้าง ๆ ทางเดินนั้นจะเต็มไปด้วยต้นซากุระเป็นร้อย ๆ ต้น และมักจะบานพร้อมกันในช่วงต้นเดือนเมษายน จึงทำให้เกียวโตนั้นกลายเป็นเมืองที่เป็นที่นิยมอย่างมากของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลฮานามิ

การเดินทาง : สามารถเดินได้จากวันนันเซนจิเพียงแค่ 5-10 กิโลเมตร

5.วัดกิงกะกุ (ญี่ปุ่น: 銀閣寺 Ginkakuji กิงกะกุจิ วัดศาลาเงิน )

Ginkakuji

 เป็นวัดพุทธในเขตซาเคียว จังหวัดเกียวโต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดจิโช (ญี่ปุ่น: 慈照寺 Jishōji จิโชจิ ?) สร้างขึ้นโดยโชกุนอาชิคางะ โยชิมาสะ เมื่อ พ.ศ. 2017 เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตระกูล โดยเลียนแบบจากวัดคิงกะกุที่สร้างโดยโชกุนอาชิคางะ โยชิมิทสึ ผู้เป็นปู่ศาลาคันนนเป็นอาคารหลักของวัด มักเรียกกันว่า ศาลาเงิน (Ginkaku) เนื่องมาจากเมื่อครั้งแรกสร้าง โยชิมาสะมีความตั้งใจว่าจะใช้แผ่นเงินแท้ปิดหุ้มผนังด้านนอกศาลา แต่ระหว่างนั้นได้เกิดสงครามโอนินขึ้น การก่อสร้างจึงหยุดชะงักลงโดยไม่มีการปิดหุ้มแผ่นเงิน ปัจจุบันวัดนี้ได้เปลี่ยนจากสัญลักษณ์ของอำนาจของโชกุน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความอดกลั้น

เมื่อแรกเริ่มนั้น วัดกิงกะกุสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนและปลีกวิเวกของโชกุน ในระหว่างที่โยชิมาสะดำรงตำแหน่งโชกุน เขาได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันว่าในชื่อ Higashiyama Bunka หรือวัฒธรรมแห่งขุนเขาตะวันออก กล่าวกันว่า เมื่อสงครามโอนินทวีความรุนแรงมากขึ้น โยชิมาสะได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ศาลาเงินแห่งนี้ เขาได้พักผ่อนและชื่นชมกับความสงบและความสวยงามของสวนในบริเวณศาลา ในขณะที่เมืองเกียวโตกำลังถูกเพลิงเผาผลาญ ต่อมาใน พ.ศ. 2028 โยชิมาสะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนานิกายเซน และหลังจากเขาเสียชีวิตลง ศาลาเงินและบริเวณโดยรอบได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นวัดพุทธ โดยใช้ชื่อว่า วัดจิโช ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงศาลาเงินที่ยังคงตั้งอยู่
บริเวณรอบๆศาลาเงิน มีพื้นดินที่มีมอสหลากหลายชนิดขึ้นปกคลุม และมีสวนแบบญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบโดยโซอามิ ศิลปินนักจัดสวนชื่อดัง โดยเฉพาะสวนหินและทรายที่มีชื่อเสียงมาก โดยมีกองทรายที่กล่าวกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขาไฟฟูจิตั้งอยู่ในสวน

วัดกิงกะกุได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตรแห่งเมืองเกียวโตะ

6.วัดโทจิ (ญี่ปุ่น: 東寺 To-ji )

To-ji

 เป็นวัดพุทธในสายชินงอน ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ชื่อของวัดมีความหมายว่า วัดตะวันออก ในอดีตเคยมีวัดไซจิ หรือวัดตะวันตก อยู่เป็นคู่กัน ทั้งสองวัดนี้ตั้งอยู่ข้างประตูราโช ซึ่งเป็นประตูเมืองของเมืองหลวงเฮย์อัน มีชื่อที่เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการว่า Kyō-ō-gokoku-ji ชื่อนี้บ่งชี้ว่าในอดีตเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อให้คอยปกป้องคุ้มครองประเทศ ชาติ วัดโทจินี้ตั้งอยู่ในเขตมินามิ ใกล้กับทางแยกที่ถนนโอมิยะตัดกับถนนคุโจ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสถานีรถไฟเกียวโต
วัดโทจิสร้างขึ้นเมื่อปี 796 สองปีหลังจากที่ย้ายเมืองหลังมายังเฮย์อัน หรือเกียวโตในปัจจุบัน ในปี 823 พระโคโบะ ไดชิ หรือคุไค ได้เข้ามาดำเนินการต่อเติมและพัฒนาวัดตามพระบัญชาของจักรพรรดิซางะ พระประธานของวัดคือ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา (Yakushi Nyorai) หรือพระพุทธเจ้าหมอเจดีย์ของวัดโทจิมีความสูง 57 เมตร จัดว่าเป็นอาคารไม้ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปได้ตั้งแต่สมัยเอโดะ เมื่อครั้งที่เจดีย์ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามคำสั่งของอิเอมิตสึ โชกุนรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลโทคุงาวะ ปัจจุบันเจดีย์นี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองเกียวโต ทางเข้าสู่ภายในเจดีย์จะเปิดให้เข้าชมเพียงไม่กี่วันในแต่ละปี

อาคารต่างๆของวัดโทจิเป็นสถานที่เก็บรักษาพระพุทธรูปโบราณจำนวนมาก ในลานวัดมีสวนหย่อมและสระน้ำที่เลี้ยงเต่าและปลาคาร์ปไว้ และยังมีโรงเรียนราคุนัน ซึ่งดำเนินการโดยทางวัดเอง นักเรียนจากที่นี่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำเป็นจำนวนมาก
จากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และความเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณ องค์การยูเนสโกจึงขึ้นทะเบียนวัดโทจิให้เป็นมรดกโลก พร้อมกับสถานที่อื่นๆในเมืองเกียวโต

ในวันที่ 21 ของทุกเดือน ในลานวัดจะมีการจัดเป็นตลาดนัด มีชื่อเรียกกันว่า โคโบะซัน (Kobo-san) เพื่อระลึกถึงพระโคโบะ ไดชิ ซึ่งมรณภาพในวันที่ 21 มีนาคม ตลาดนัดนี้จำหน่ายสินค้าจำพวกของเก่า ผลงานศิลปะ เสื้อผ้า เครื่องปั้นดินเผา อาหาร และของใช้มือสองต่างๆ ตลาดนัดครั้งที่ใหญ่ที่สุดจะจัดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี
ในลานวัดโทจิจะมีจัดตลาดขายของเก่าที่มีขนาดเล็กกว่าโคโบะซัน โดยจัดขึ้นในวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน

7.วัดคิโยมิซึ (ญี่ปุ่น: 清水寺 Kiyomizudera )

Kiyomizudera

ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเกียวโต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆ ที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2176 ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านทาง เนินเขาลงมาบริเวณวัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 วัดคิโยมิซึได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็น7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และอาคารหลักของวัดนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่ง ในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วย อาคารหลักของวัดคิโยมิซึเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่ซึ่งมีความ สูงราว13เมตรมีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับสร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขาจากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้ วลีที่กล่าวว่า “กระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซึ” มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า “To take the plunge” ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอะโดะที่ว่าหากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล

ทิวทัศน์เมืองเกียวโต มองจากระเบียงวัดคิโยมิซึคำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด ข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตะวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำ ผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ ด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมาก ที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพโอะคุนินุชิโนะ มิโกะโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี”ก้อนหินแห่งความรัก” 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก วัดคิโยมิซิเป็นสถานที่ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด จึงมีพ่อค้านำสินค้ามาขายในบริเวณวัดมากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องราง เครื่องหอม ธูป เทียน หรือกระดาษเสี่ยงทายโชคชะตา ต่างๆ เป็นต้น

 

ปิดการแสดงความเห็น