ข้อมูลท่องเที่ยว บาหลี

บาหลีChristmas-Star-icon

BARONG &KRIS DANCE

จังหวัดบาหลี เป็น 1 ใน 33 จังหวัดของประเทศอินโดนีเซีย เมืองสำคัญคือเดนปาซาร์ พื้นที่ทั้งหมด 5,634.40 ตารางกิโลเมตร มีประชาการทั้งสิ้น 3,422,600 คน ความหนาแน่นของประชากร 607 คน/ตารางกิโลเมตร ภาษาที่ใช้คือภาษาอินโดนีเซียและภาษาบาหลี

Geisha-Korea-green-icon (1)ประวัติศาสตร์

ยุคเริ่มต้น

หินสลักบริเวณภูเขากุนุง คาวี

บาหลีเป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าออสโตรนีเชียน (Austronesian) ที่อพยพมาจากถิ่นฐานเดิมบนเกาะไต้หวัน โดยใช้เส้นทางทางทะเลผ่านภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมและภาษาของชาวบาหลีจึงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และโอเชียเนีย (Oceania) มีการขุดพบเครื่องมือที่ทำจากหินมีอายุกว่า 3,000 ปีได้ที่หมู่บ้านเจะเก๊ะ (Cekik) ที่อยู่ทางตะวันตก รวมทั้งที่ตั้งถิ่นฐานและหลุมฝังศพของมนุษย์ในยุคหินใหม่ (Neolithic) ถึงยุคสำริด และโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุกว่า 4,000 ปี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซิตุส ปุรบา ลากา (Museum Situs Purbalaka) ที่เมืองกิลิมานุ (Gilimanuk) อีกด้วย

Tirta Empul Temple

 ประวัติของบาหลีก่อนการเผยแผ่ศาสนาฮินดูเข้ามายังหมู่เกาะอินโดนีเซียโดยพ่อค้าชาวอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 7 เป็นที่รู้กันน้อยมาก  อย่างไรก็ตามบาหลีเริ่มเป็นเมืองค้าขายที่คึกคักตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล การบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับบาหลีที่เป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏในศิลาจารึกที่ขุดค้นพบใกล้หาดซานูร์ (Sanur) รวมทั้งจารึกบนแผ่นโลหะ เทวรูปสำริด และหินสลักที่แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธและฮินดู บริเวณรอบๆภูเขากุนุง คาวี (Gunung Kawi) และถ้ำกัว กะจะห์ (Goa Gajah)

Geisha-Korea-green-icon (1) อิทธิพลของศาสนาฮินดู

 

ในช่วงศตวรรษที่ 9 สังคมของชาวบาหลีเริ่มเฟื่องฟูขึ้น ราว ค.ศ. 900 ชาวบาหลีเริ่มพัฒนาระบบชลประทาน การปลูกข้าว รวมทั้งวัฒนธรรมและศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หลักฐานเกี่ยวกับราชวงศ์บาหลีเริ่มปรากฏในเวลานั้นเช่นกัน โดยมีภาพแกะสลักหินแสดงพิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์บาหลีพระนามว่าพระเจ้าอุดายานา (Udayana) กับ เจ้าหญิงชวาตะวันออกพระนามว่าเจ้าหญิงมเหนธรัตตะ (Mahendratta) ที่วัดปุรา โคระห์ เตกิปัน (Pura Korah Tegipan) ที่อยู่บริเวณภูเขากุนุง บาตูร์ (Gunung Batur) ทั้งสองพระองค์มีโอรสพระนามว่าเจ้าชายไอร์ลังกา (Airlangga) ประสูติเมื่อ ค.ศ. 991 ในเวลาเดียวกัน ชวาเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามายังบาหลี เมื่อพระองค์อายุได้ 16 ปี ทรงหนีไปยังชวาตะวันตกและทรงได้รับการสนับสนุนจากชาวชวาในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ชวา จึงทรงรวมบาหลีและชวาให้เป็นปึกแผ่นจนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อค.ศ.1049

Uluwatu Temple

 ภาษาชวาที่เรียกว่าภาษากาวี (Kawi) ได้นำมาใช้ในหมู่ราชวงค์บาหลี หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างบาหลีกับเกาะชวาในช่วงศตวรรษที่ 11 อยู่ที่หินสลักที่ภูเขากุนุง คาวี ใกล้กับเมืองตัมปักสิริง (Tampaksiring) หลังจากนั้นบาหลีอยู่ในสถานภาพกึ่งเอกราช จนกระทั่ง ค.ศ. 1284 พระเจ้าเกอรตานาการาหรือเกียรตินคร (Kertanagara) กษัตริย์ชวาแห่งอาณาจักรสิงหะส่าหรี(Singasari) ได้รุกรานบาหลี แต่หลังจากนั้น 8 ปี อาณาจักรสิงหะส่าหรีล่มสลาย โอรสของพระเจ้าเกอรตานาการาพระนามว่าเจ้าชายวิจายาหรือวิชัย (Vijaya) ได้ตั้งอาณาจักรมัชปาหิต (Majapahit) ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูขึ้น ช่วงเวลานี้เอง บาหลีถือโอกาสแยกตัวเป็นเอกราช ปกครองโดยราชวงศ์ปาเจ็ง (Pajeng) มีศูนย์กลางใกล้กับเมืองอูบุด (Ubud) แต่กะจะห์ มาดา (Gajah Mada) เสนาบดีแห่งอาณาจักรมัชปาหิตเข้ารุกรานบาหลีในรัชสมัยของพระเจ้าดาเล็ม เบอะเดาลู (Dalem Bedaulu) แห่งราชวงศ์ปาเจ็งในปีค.ศ.1343 และได้รวมบาหลีเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมัชปาหิต หลังจากนั้นบาหลีได้ย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่เกลเกล (Gelgel) ใกล้กับเมืองเสมาระปุระ (Semarapura) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 โดยมีกษัตริย์ปกครองชึ่งชาวบาหลีเรียกว่าเทวะ อากุง (Dewa Agung) พระนามว่าพระเจ้าบาตูร์ เร็งก็อง (Batur Renggong) ครองราชย์ในปีค.ศ.1550 ก่อนหน้านั้นไม่นานอาณาจักรมัชปาหิตได้ล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1515

Uluwatu Temple

 ลงจากการขยายอิทธิพลของชาวมุสลิม บรรดานักปราชญ์ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักบวชฮินดูชื่อนิราร์ธา (Nirartha) ได้อพยพข้ามมายังบาหลี โดยนำศิลปวัตถุ ช่างศิลป์ นางรำ นักดนตรี และนักแสดงประจำราชสำนักมัชปาหิตเข้ามาด้วย และได้สร้างวัดปุรา ลุฮูร์ อูลู วาตู (Pura Luhur Ulu Watu) และวัดปุรา ตานะห์ ล็อต (Pura Tanah Lot) ขึ้น การอพยพครั้งใหญ่ของชาวฮินดูจากชวาได้สิ้นสุดลงราวศตวรรษที่ 16 การอพยพครั้งนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสังคมบาหลี สังคมฮินดูในบาหลีเริ่มซับซ้อนขึ้น มีการนำระบบวรรณะเข้ามาใช้ ชาวบาหลีที่อยู่ดั้งเดิมจึงอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณภูเขาทางตอนใน ซึงปัจจุบันนี้ผู้สืบเชื้อสายของคนเหล่านี้เรียกว่าบาหลี อะกา (Bali Aga) หรือบาหลี มูลา (Bali Mula) ยังคงอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเติงงะนัน (Tenganan) ใกล้กับวัดปุรา ดาซา (Pura Dasa) และหมู่บ้านตรุนยัน (Trunyan) บริเวณทะเลสาบบาตูร์

การยึดครองของฮอลันดา

วัดปุรา ตามัน อยุน เดิมเป็นที่ตั้งของอาณาจักรบาดุง

ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางมายังบาหลีคือชาวฮอลันดา ซึ่งนำโดยกัปตันคอเลอนิยุส เดอะ ฮุทมัน (Colenius de Houtman) เมื่อค.ศ.1597 และเริ่มเจริญความสัมพันธ์กับราชวงค์บาหลี ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกทางฝากหนึงของบาหลี ชาวฮอลันดาได้ทำสนธิสัญญาการค้าหลายฉบับกับชวา และเส้นทางการค้าเครื่องเทศส่วนใหญ่ได้ตกอยู่ในความควบคุมของชาวฮอลันดาแล้ว เมื่อค.ศ.1710 ศูนย์กลางของบาหลีได้ย้ายไปอยู่ที่กลุงกุง (Klungkung) ปัจจุบันคือเมืองเสมาระปุระ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชนชั้นปกครองในบาหลีเริ่มแตกแยกและแบ่งออกเป็นอาณาจักรย่อยๆ

BARONG &KRIS DANCE

ส่วนชาวฮอลันดาเริ่มเข้ามามีอิทธิพลโดยใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง การเข้าควบคุมบาหลีทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มต้นเมื่อราวค.ศ.1840 โดยในปีค.ศ.1846 ชาวฮอลันดาได้อ้างการกู้เรือจมบริเวณชายฝั้งทางด้านเหนือ ใกล้กับเมืองสิงงะราจา (Singaraja) ในปัจจุบัน นำกำลังทหารเข้ามาและยึดอาณาจักรบูเลเล็ง (Buleleng) และเจ็มบรานา (Jembrana) ไว้ได้เมื่อยึดอาณาจักรทางตอนเหนือได้แล้ว จึงเริ่มเข้ารุกรานอาณาจักรทางตอนใต้ ในปีค.ศ.1904 ฮอลันดาได้อ้างการร่วมกู้ซากเรือจีนนอกชายฝั่งหาดซานูร์ เรียกร้องให้อาณาจักรบาดุงจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 3,000 เหรียญเงิน แต่ได้รับการปฏิเสธ ในปีค.ศ.1906 ฮอลันดาจึงได้

Ngurah Rai International Airport

ยกกำลังทหารเข้ามาบริเวณหาดซานูร์ โดย 4 วันหลังจากนั้น ได้บุกเข้ามาถึงชานเมืองเดนปาซาร์ (Denpasar) วันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1906 ฮอลันดาจึงเริ่มยิงถล่มเมืองเดนปาซาร์ แต่ฝ่ายบาดุงใช้วิธีการพลีชีพของนักรบที่เรียกว่าปูปูตัน (Puputan) โดยบรรดาเชื้อพระวงค์ทรงเผาพระราชวังและแต่งพระองค์เต็มพระยศพร้อมทรงกริช ทรงดำเนินพร้อมกับเหล่านักบวชและข้าราชบริพารเข้าต่อสู้ แต่ทั้งหมดไม่ยอมจำนน กลับแทงตัวตายด้วยกริชแทน เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีชาวบาหลีเสียชีวิตประมาณ 4,000 คน เมื่อยึดอาณาจักรบาดุงได้แล้ว ฮอลันดาจึงเข้ายึดอาณาจักรตาบานัน (Tabanan) จับกษัตริย์เป็นเชลย แต่ทรงไม่ยอมจำนนและทรงกระทำอัตนิวิบาตกรรม จากนั้นฮอลันดาได้เข้ายึดครองอาณาจักรการังอะเซ็ม (Karangasem) และเกียนยัร (Gianyar) แต่อนุญาตให้ราชวงค์ยังทรงปกครองได้ต่อไป ส่วนอาณาจักรอื่นๆ ฮอลันดาได้ขับไล่เจ้าเมืองออกทั้งหมด ในเดือนเมษายน ค.ศ.1908 เมื่อฮอลันดาบุกยึดอาณาจักรเสมาระปุระ เช่นเดียวกับกษัตริย์ตาบานัน กษัตริย์เสมาระปุระทรงไม่ยอมจำนนและทรงกระทำอัตนิวิบาตกรรมเช่นกัน การบุกยึดครั้งนั้นทำให้พระราชวังตามัน เกอร์ธา โกซา (Taman Gertha Gosa) ได้รับความเสียหายเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ตั้งแต่ค.ศ.1911 ฮอลันดาได้ครอบครองดินแดนของบาหลีได้ทั้งหมดและได้รวมบาหลีเข้าเป็นส่วนหนึงของอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Dutch East Indies)

สงครามโลกครั้งที่สองและการประกาศเอกราช

อิ กุสตี งูระห์ ไร

กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่หาดซานูร์ ในปีค.ศ.1942 และได้ตั้งกองบัญชาการที่เมืองเดนปาซาร์ และเมืองสิงงะราจา และขับไล่ชาวฮอลันดาออกไป เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 เมื่อฮอลันดาต้องการกลับเข้ามายึดครองบาหลีอีก ขบวนการต่อต้านฮอลันดาเริ่มก่อตั้งขึ้น วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1945 นายซูการ์โน (Soekarno) ถือโอกาสประกาศเอกราชแก่ดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้การยึดครองของฮอลันดาทั้งหมดและก่อตั้งสาธารณรัฐอินโดนีเซียขึ้น แต่ฝ่ายฮอลันดาไม่รับรอง ขบวนการต่อต้านฮอลันดาในบาหลีชื่อเต็นตรา เกอะอะมานัน รัคยัต (Tentra Keamanan Rakyat) หรือกองกำลังความมั่นคงแห่งประชาชน (People’s Security Force) ลุกฮือขึ้นต่อต้านฮอลันดาที่เมืองมาร์กา (Marga) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1946 นำโดยอิ กุสตี งูระห์ ไร (I Gusti Ngurah Rai) โดยเป็นการต่อสู้เพื่อพลีชีพของนักรบหรือปูปูตันอีกครั้ง ในที่สุดฮอลันดาประกาศรับรองเอกราชของอินโดนีเซียเมื่อปีค.ศ.1949 และบาหลีจึงเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปัจจุบัน

การปกครอง

แผนที่จังหวัดบาหลี

หลังจากได้รับเอกราช บาหลีได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนูซา เต็งการา (Nusa Tenggara) จนกระทั่ง ค.ศ. 1958 รัฐบาลกลางได้ประกาศแยกบาหลีออกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซีย

การปกครองของจังหวัดบาหลี แบ่งเป็น 8 เขต (Districts หรือในยุคอาณานิคมเรียกว่า Regencies) โดยภาษาอินโดนีเซียเรียกว่ากาบูปาเต็น (Kabupaten)

เขต เมืองหลัก พื้นที่ (ตารางกิโลเมตร)
บาดุง (Badung) เดนปาซาร์ (Denpasar) 420.09
บางลี (Bangli) บางลี (Bangli) 520.81
บูเลเล็ง (Buleleng) สิงงะราจา (Singaraja) 1,365.88
เกียนยัร (Gianyar) อูบุด (Udud) 368.00
เจ็มบรานา (Jembrana) เนการา (Negara) 841.80
การังอะเซ็ม (Karangasem) อัมลาปุระ (Amlapura) 839.54
กลุงกุง (Klungkung) เสมาระปุระ (Semarapura) 315.00
ตาบานัน (Tabanan) ตาบานัน (Tabanan) 839.30

Geisha-Korea-green-icon (1) ประชากร

barong dance

เชื้อชาติ เป็นชาวบาหลี 89% ที่เหลือเป็นชาวชวาและอื่นๆ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู 93.18% ศาสนาอิสลาม 4.79% ศาสนาคริสต์ 1.38% ศาสนาพุทธ 0.64%

Geisha-Korea-green-icon (1) วัฒนธรรม

ส่วนใหญ่ชาวบาหลีได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเป็นอันมาก เช่นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ รามายณะ ตลอดจนอักษร ภาษา ฯลฯ นั้นล้วนมาจากอินเดีย และนำมารวมกับวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น และนำใช้อย่างแพร่หลาย

Geisha-Korea-green-icon (1) เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวบาหลี

วีซ่า    สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าบาหลี  ใช้เพียงแค่หนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถเดินทางได้ทันที

หน่วยเงิน / อัตราแลกเปลี่ยน หน่วยเงินของบาหลีและอินโดนีเซียเป็นรูเปียห์ (Rupiah) มีมูลค่าประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ จะแลกได้ประมาณ 8,700-9,200 รูเปียห์  ธนบัตรมีมูลค่า 100 , 500 , 1,000 , 5,000 , 10,000 , 20,000 , 50,000 และ 100,000 รูเปียห์อย่างไรก็ดีอันตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์นั้นผกผันได้อย่างมาก  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในประเทศอินโดนีเซีย  ดังนั้นควรตรวจสอบให้ดีอีกครั้งก่อนเดินทาง  และธนบัตรมูลค่าต่ำ เช่น 10 หรือ 20 เหรียญสหรัฐฯ จะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่าธนบัตร 100 เหรียญสหรัฐฯ หากเดินทางออกไปตามหมู่บ้าน  ควรแลกเงินรูเปียห์ออกไปให้พอเพียงที่จะใช้และควรเป็นใบย่อยด้วย  อย่างไรก็ดีร้านขายของที่ระลึกใน เขตกูต้า  ซานูร์ และนูซาดูอา  มักยอมรับเงินเหรียญสหรัฐฯ  ด้วยเช่นกัน  ขณะเดียวกันสกุลเงินบาทชองไทยนั้นก็เป็นที่ยอมรับอย่างดีได้ในบาหลีสามารถจะแลกที่ร้านรับแลกเงินใดก็ได้  อนึ่ง ควรแลกเงินเฉพาะกับธนาคารหรือร้านรับแลกเงินที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

Tanah-Lot-Temple

บัตรเครดิต บัตรเครดิตเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามร้านค้า โรงแรม และภัตตาคารในย่านแหล่งท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามหากเข้าไปดูตามหมู่บ้านก็ควรที่จะต้องมีเงินรูเปียห์ด้วย  บัตรเครดิตที่รับคือ วีซ่า  มาสเตอร์การ์ด  และอเมริกัน  เอ็กซ์เพรส  และมีตู้เอทีเอ็มอยู่ทั่วไปบริเวณกูต้าและซานูร์

การติดต่อสื่อสาร ไปรษณีย์ ที่ทำการไปรษณีย์เปิดทำการวันจันทร์ เสาร์ โดยวันจันทร์-พฤหัสบดี  เปิดเวลา 08.00-14.00 น. วันศุกร์ 08.00-11.00 น. และวันเสาร์ 08.00-12.30 น.  สามารถหาซื้อแสตมป์ ซองจดหมายกระดาษเขียนจดหมาย  และอุปกรณ์การส่งพัสดุต่างๆ รวมทั้งแสตมป์เพื่อการสะสมได้  ในบางเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวจะมีไปรษณีย์ของเอกชนเปิดทำการด้วย  ซึ่งสามารถซื้อแสตมป์ส่งจดหมายและพัสดุได้  แต่อาจใช้เวลานานกว่าของทางการเล็กน้อย   หากต้องการส่งโปสการ์ดหรือจดหมายกลับเมืองไทยต้องติดแสตมป์ราคา 4,000 รูเปียห์ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน

โทรศัพท์ โทรศัพท์สาธารณะในบาหลีมีบริการในบริเวณที่เป็นแหล่งความเจริญและแหล่งท่องเที่ยวเช่น กูต้า เดนปาซาร์ และอูบุด ซึ่งจะเป็นของรัฐคือ Kantor Telkom และ  Wartel Telkom  แต่ก็มีที่เป็นของเอกชนซึ่งเป็นร้านให้บริการ(Teleshop) เช่นกัน

โทรศัพท์สาธารณะมีบริการทั้งแบบหยอดเหรียญและแบบใช้บัตรโทรศัพท์  โดยแบบหยอดเหรียญสามารถใช้เหรียญ 50  หรือ 100 รูเปียห์ ส่วนบัตรโทรศัพท์ที่จำหน่ายจะมีหน่วยเป็นยูนิตมีตั้งแต่ 60 , 100 , 140 , 280 , 400 และ 680 ยูนิตสามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานโทรศัพท์ ที่ทำการไปรษณีย์ และเคาท์เตอร์แลกเงินในบางจุด  ค่าโทรศัพท์กลับมาเมืองไทยจะตกอยู่ราวนาทีละ 10,000 รูเปียห์

Bedugu

หากจะโทรกลับประเทศไทย จะต้องหมุน 001+66+ หมายเลขที่ต้องการ เช่น 001+66+2972-4266  และหากต้องการเก็บเงินปลายทางจะต้องผ่านโอเปอเรเตอร์ (Thailand Direct) 8nv 000 966 การโทรไปยังบาหลีต้องกดรหัสประเทศอินโดนีเซียคือ 62  ตามด้วยรหัสเมืองของบาหลีและหมายเลขที่ต้องการ หรือ กด 100 เป็นบริหารผ่านโอเปอเรอเตอร์ รหัสเมืองภายในประเทศบาหลี กูต้า-เลเกียน-เซมินยัก , เดนปาซาร์ ,นูซาดูอา , ซานูร์ , อูบุด , เกียนย่าร์  361 โลวิน่า ,สิงคราชา , คินตามณี 362 ซานดิดาสา , เตียตาร์กังกา  363 เนการา , เมเดวี , กิลิมานุก 365 บาตู  366 เบดูกัล  368

บริการอินเตอร์เน็ต

ปัจจุบันธุรกิจบริการอินเตอร์เน็ตที่บาหลีขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ทั้งร้านอินเตอร์เน็ตและไซเบอร์คาเฟ่ที่แถบกูต้า  เลเกียน และเซมินยัก , เดนปาซาร์ , อูบุด และซานูร์  อัตราค่าบริการประมาณ 6,000 รูเปียห์ต่อ 15 นาท แต่หากเป็นบริการของทางการที่เดนปาซาร์ อัตราค่าบริการเพียง 5,000 รูเปียห์ต่อ 30 นาทีเท่านั้น และถ้าต้องการพิมพ์เอกสารจะต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีกเล็กน้อย (ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้กรุณาตรวจสอบก่อนการเดินทาง)

ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่บาหลีใช้คือ 220-240 โวลต์แต่ยังมีบางครั้งพื้นที่ที่ห่างไกลใช้เพียง 110 โวลต์ดังนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำไปจากประเทศไทยสามารถนำไปใช้ในบางพื้นที่เท่านั้นและปลั๊กไฟเป็นแบบสองตา

GARUDA WISNU KENCANA

น้ำ 

น้ำประปาที่บาหลีนั้นยังไม่สะอาดนัก ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำจากก๊อก ให้ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ปิดผนึกแน่นหนาจะดีกว่า 

เวลา    

เวลาของบาหลีอยู่ใน Central Indonesian Time ซึ่งเร็วกว่าเวลาสากล(GMT) 8 ชั่วโมงซึ่งก็เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

เวลาทำงานและประกิบกิจการ เวลาเปิดปิดของสถานที่ต่างๆ จะไม่ตรงกันหากเป็นสำนักงานทั่วไป เช่น สายการบินจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. และมีเวลาหยุดพักกลางวันต่างๆ กันไป ธนาคารจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-15.00 น. และ วันเสาร์เปิดตั้งแต่ 08.00-13.00 น.

ร้านค้าทั่วไปเปิดประมาณ 10.00-20.00 น. และอาจเลยไปถึง 22.00 น. แต่หากเป็นร้านค้าพื้นเมืองหรือตามหมู่บ้านจะปิดค่อนข้างเร็ว  และตลาดจะเริ่มขายกันตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งประมาณ 10.00 น. ส่วนสถานที่ราชการจะเปิดทำการวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.00-15.00 น. วันศุกร์ 08.00-11-30 น. และ วันเสาร์ 08.00-12.00 น.

Kuta Beach

การรักษาพยาบาล มีสถานพยาบาลและร้านขายยาอยู่ทั่วไปซึ่งให้การรักษาแบบสากล สามารถพูดภาษาอังกฤษได้  เนื่องจากชาวบาหลีเองมักไม่ค่อยใช้บริการสถานพยาบาลเหล่านี้ และสถานพยาบาลก็ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ก่อนเดินทางไปยังบาหลีควรที่จะเตรียมตัวให้พร้อม  เนื่องจากบาหลีอยู่ในเขตมาลาเรียชุกชุม เมื่อถึงบาหลีแล้วก็ควรระวังเรื่องอาหารการกินให้ดี  และสวมรองเท้าเมื่อเดินตามพื้นดิน หรือ แม้แต่ห้องน้ำ

อาหารการกิน อาหารการกินที่บาหลีถึงแม้จะไม่อุดมสมบูรณ์เท่ากับแหล่งภูมิภาคอื่นๆ ในเชตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็มีอาหารหลากหลายให้เลือกไม่ว่าจะเป็นฟาสต์ฟู้ดง่านๆ เช่น แมคโดนัลด์ , เบอร์เกอร์คิงส์ , เคเอซี , ดังกิ้นโดนัท หรือ อาหารจากรถเข็นและพ่อค้าแม่ค้าเร่  อย่างก๋วยเตี๋ยวไก่น้ำข้น (soto ayam) , ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส(bakso) , หมี่น้ำ (bakmie  kuah) , ผัดหมี่ (mee goreng)  เป็นต้น   นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารอยู่ทั่วไปที่ให้บริการแบบสากล  ราคาขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและคุณภาพของอาหาร  ตั้งแต่ 1-4 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น

อาหารอินโดนีเซีย อาหารอินโดนีเซียจะมีข้าวและก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก  รสชาติเข้มข้นด้วยเครื่องเทศต่างๆ และซอสพริก(sambal) อาหารที่สามารถหารับประทานได้ง่ายคือ nasi campur เป็นอาหารจานเดียว  มีข้าวขาวกับกับข้าวหลายๆ อย่าง ทั้งผักและเนื้อสัตว์ใส่มารอบจาน nasi goring คือ ข้าวผัด  เคียงมาในจานด้วยผัก ไก่ทอด ปลา ฯลฯ  เสิร์ฟพร้อมข้าวเกรียบกุ้ง  อาหารที่นิยมไม่แพ้กันคือ gadogado  เป็นผักนึ่งพร้อมน้ำจิ้มรสเข้มข้น หรือ จะลองชิมสะเต๊ะในสไตล์ของอินโดนีเซียก็ดูไม่เลว  และถ้าหากอยากกินข้าวกับกับข้าวหลายๆ อย่าง ต้องมองหาร้านที่เขียนว่า Nasi Padang  ซึ่งมีกับข้าวให้เลือกมากมาย เมื่อเลือกแล้วจะเสิร์ฟมาในจานเล็กๆ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นแกงกะทิใส่เครื่องเทศรสเผ็ด

อาหารบาหลี อาหารบาหลีส่วนใหญ่จะเป็นข้าวและกับอาหารที่ขึ้นชื่อคือ babi guling หรือ หมูหันย่างกรอบ และ bebek betutu  หรือ เป็ดรมควันแสนอร่อย

Jimbaran Seafood Dinner

อาหารทะเล หากมายังดินแดนที่เป็นเกาะแล้วไม่ได้ลิ้มรสอาหารทะเล  ก็คงเหมือนกับมาไม่ถึงบาหลีนั่นเอง บริเวณที่ขายอาหารทะเลที่สดๆ และมีชื่อเสียงของบาหลีก็คือ จิมบารัน(Jimbaran) และ ชานดิดาสา(Candidasa) นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารจีน อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น ตามภัตตาคารและร้านอาหารต่างๆ ให้เลือกได้ตามชอบใจด้วย

ผลไม้ ผลไม้ขึ้นชื่อของบาหลีคือ สลัก (salak) ที่คล้ายกับระกำหรือสละของไทย  แต่เปลือกไม่มีหนานแหลมเท่า และรสชาติหวานหอมกลมกล่อมเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องลิ้มลอง  อีกทั้งไม่วายที่จะต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับฝากคนที่เมืองไทยด้วยเสมอ  ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่คนบาหลีนิยมรับประทานกันมากที่สุดคือทุเรียน  แต่จะกินกันแบบสุกจนงอมจัดและตกลงจากต้นมาเอง  นอกจากนั้นในตลาดยังมีขนุนและกล้วยชนิดต่างๆ ขายเหมือนกับในบ้านเรา  ส่วนมังคุดจะมีในฤดูมังคุดคือช่วงเดือนฟฤศจิกายนถึงมีนาคม

Taman Garuda Wisnu Kencana

ขนมหวาน ที่น่าสนใจคือข้าวเหนียวดำเปียก (bubuh injin) และกล้วยทอด (pisang goreng) นอกจากนั้นก็ยังมีลอดช่อง (cendol) และรวมมิตร (es campur) ซึ่งจะไม่หวานจัดเท่าบ้านเรา และมักใช้ดื่มแก้ร้อน

เครื่องดื่ม บาหลีสามารถผลิตกาแฟหรือ kopi ได้เองจึงควรต้องลองชิมดู เช่นเดียวกับไวน์บาหลี ที่ผลิตจากไร่องุ่นทางตอนกลางของเกาะ ส่วนเบียร์ที่นิยมดื่มกันคือบินตัง  และก็ยังพวกน้ำผลไม้ปั่นก็เป็นที่นิยมดื่มกัน โดยมีโต๊ะตั้งขายอยู่ริมทางทุกหนแห่ง

การทิป การทิปไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ให้บริการชาวบาหลี  ยกเว้นเมื่อไหว้วานให้พนักงานบริการในโรงแรมช่วยยกของ หรือ คนขับรถ คนขับแท็กซี่ที่บริการดีจนประทับใจก็อาจจะให้เป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ดี บางครั้งจะมีผู้ฉวยโอกาสเรียกร้องทิป อย่างเช่นผู้ให้บริการริมชายหาด หรือ แท็กซี่ส่วนบุคคล จึงอาจจะต้องทิปบ้างเพื่อตัดรำคาญ

 

ปิดการแสดงความเห็น